
ถ้าคุณเป็นคนขายของออนไลน์ ไม่ว่าจะอยู่บน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือแม้แต่ใน Line Shopping หรือ Facebook สิ่งที่คุณต้องเจอแน่ ๆ คือคู่แข่ง ที่ขายของเหมือนกัน ขายราคาพอ ๆ กัน แถมโปรฯ ก็คล้าย ๆ กันหมด แล้วเราจะขายให้ปังได้ยังไงในสมรภูมิที่ดุเดือดแบบนี้? คำตอบอยู่ที่การเข้าใจกลยุทธ์น่านน้ำ Red Ocean และ Blue Ocean ให้ชัด
วันนี้ Carry Fulfillment จะพาคุณไปทำความเข้าใจสองแนวคิดนี้แบบง่าย ๆ พร้อมพาไปดูว่าบนโลกออนไลน์ของไทย โดยเฉพาะใน E-Marketplace ชื่อดังอย่าง Shopee, Lazada รวมถึงช่องทางอื่น ๆ จะเอากลยุทธ์ไหนมาใช้ให้ขายได้ โตไว และไม่ต้องแข่งแบบเหนื่อย ๆ ทุกวัน!
กลยุทธ์ Red Ocean คืออะไร

กลยุทธ์ Red Ocean คือ การแข่งขันในตลาดที่มีอยู่แล้ว โดยเป็นตลาดที่มีความต้องการชัดเจน ลูกค้ารู้จักสินค้าอยู่แล้ว และมีผู้เล่นในตลาดจำนวนมาก ขายของประเภทเดียวกันหรือคล้ายกันแทบทั้งหมด สิ่งที่มักตามมาคือการแข่งขันที่ดุเดือด ทั้งการลดราคา จัดโปรโมชันแรง ๆ หรือแม้แต่พรีออเดอร์แบบเฉือนกันสุดทาง เพื่อแย่งความสนใจจากลูกค้าให้ได้มากที่สุด
พูดง่าย ๆ คือ Red Ocean เป็นตลาดที่ใคร ๆ ก็ขายได้แต่จะอยู่รอดได้ต้องแข่งให้เก่งเพราะสินค้าแทบไม่ต่างกัน ลูกค้าจึงมักตัดสินใจจากปัจจัยเรื่องราคา ความคุ้มค่า หรือโปรโมชันล้วน ๆ ร้านไหนตั้งราคาโดนใจ ส่งของไว มีรีวิวดี ก็มีโอกาสปิดการขายได้มากกว่า
ธุรกิจแบบไหนที่มักใช้กลยุทธ์ Red Ocean?
- สินค้า FMCG หรือสินค้าจำเป็นที่ลูกค้าใช้ทุกวัน เช่น ข้าวสาร น้ำดื่ม ผงซักฟอก
- สายการบินต้นทุนต่ำ ที่แข่งกันเรื่องตั๋วราคาถูก
- เครื่องสำอางทั่วไป ที่วางขายในห้างหรือออนไลน์ราคาใกล้เคียงกัน
ธุรกิจแบบนี้แม้จะมีโอกาสขายได้จำนวนมาก แต่กำไรต่อชิ้นมักไม่สูง ต้องอาศัยยอดขายเยอะ ๆ เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อได้ ซึ่งก็แลกมากับการบริหารสต๊อกหนัก ระบบจัดส่งต้องแม่น และต้องพร้อมรับมือกับแคมเปญลดราคาบ่อย ๆ
กลยุทธ์ Blue Ocean คืออะไร

กลยุทธ์ Blue Ocean คือ การสร้างตลาดใหม่ที่ยังไม่มีคู่แข่ง ตรงข้ามกับ Red Ocean ที่คนแย่งกันขายสินค้าแบบเดิม ๆ กลยุทธ์นี้เน้นการคิดต่างและมองหาโอกาสใหม่ ๆ ในตลาด โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปแย่งลูกค้าในสนามที่คนแน่นอยู่แล้ว
การเริ่มต้นในแบบ Blue Ocean อาจเริ่มจากคำถามง่าย ๆ เช่น “ลูกค้ากำลังมองหาอะไรอยู่?” หรือ “มีความต้องการไหนที่ยังไม่มีใครตอบได้ดีพอ?” จากนั้นจึงออกแบบสินค้า บริการ หรือประสบการณ์ใหม่ ที่แตกต่างจากสิ่งที่มีอยู่ในตลาดเดิม และตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นได้แบบตรงจุด
กลยุทธ์นี้จึงไม่ใช่เรื่องของการแข่งให้ชนะ แต่เป็นการสร้างเกมใหม่ขึ้นมาเอง และทำให้คุณเป็นผู้เล่นเพียงไม่กี่รายในตลาดนั้น ซึ่งหมายถึงโอกาสในการตั้งราคาได้สูงกว่า มีภาพจำที่ชัดเจน และลูกค้ามักรู้สึกผูกพันกับแบรนด์มากขึ้นด้วย
ตัวอย่างธุรกิจระดับโลกที่ใช้ Blue Ocean
- Apple (ยุค Steve Jobs) – เปลี่ยนโลกด้วย iPhone, iPad, Macbook ที่ไม่ได้แค่สเปกดีแต่ใช้ง่าย สะดวก ฟังก์ชั่นครบ แถมดีไซน์ยังดูดีอีกด้วย
- Netflix – แทนที่จะให้คนเดินไปเช่าหนังที่ร้าน เหมือนยุค Blockbuster ก็เปลี่ยนทุกอย่างให้ดูได้ง่าย ๆ แค่เปิดแอป
Blue Ocean จึงเหมาะกับคนที่กล้าคิด และพร้อมลงทุนกับการสำรวจตลาด ทำความเข้าใจลูกค้าเชิงลึก แล้วสร้างสิ่งที่แตกต่างและมีคุณค่าขึ้นมาใหม่
เปรียบเทียบ Red Ocean vs Blue Ocean: สองแนวคิด สองทางรอดในโลกธุรกิจออนไลน์
Red Ocean Strategy: ลงแข่งในสนามที่มีอยู่แล้ว
อย่างที่เราทำความเข้าใจกันไปแล้วว่ากลยุธ์ Red Ocean คือการทำธุรกิจในตลาดที่มีผู้เล่นเยอะแล้ว เช่น เสื้อผ้า ของใช้ทั่วไป สกินแคร์ ของเล่นแก้เครียด ฯลฯ สินค้าพวกนี้ลูกค้ารู้จักดี มีความต้องการอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายเยอะ ขายง่ายในเชิงพื้นฐาน แต่สิ่งที่ยากคือ คุณไม่ได้ขายแค่ให้ลูกค้าซื้อ แต่ขายแข่งกับอีกหลายร้อยร้านที่ขายของคล้ายกัน ยิ่งของเหมือนกันมาก ลูกค้าก็ยิ่งตัดสินใจที่ราคาหรือของแถมเท่านั้น ใครลดแรงกว่า จัดส่งไวกว่า ก็มักจะได้เปรียบ
อ่านต่อ: 5 กลยุทธ์การตั้งราคาพิชิตใจลูกค้า! พร้อมตัวอย่างการปรับใช้, เลือกของแถมยังไงให้โดนใจลูกค้า! เพิ่มยอดขายให้ร้านแบบเนียน ๆ
ข้อดีของ Red Ocean
- ความต้องการมีอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาแนะนำข้อมูลสินค้าให้ลูกค้ามากนัก เพราะคนรู้จักสินค้าอยู่แล้ว
- เริ่มต้นได้ไว ขายของที่มีอยู่ในตลาดได้เลย ไม่ต้องปั้นแบรนด์ใหม่ทั้งหมด
- เข้าถึงลูกค้าง่าย ลูกค้าค้นหาสินค้าอยู่แล้วใน Marketplace, แพลตฟอร์มทั่วไป
- ใช้แคมเปญกระตุ้นยอดขายได้ดี เหมาะกับการเข้าร่วมโปร 9.9, 11.11 ฯลฯ
ข้อเสียของ Red Ocean
- การแข่งขันสูงมาก คู่แข่งเพียบ สินค้าคล้ายกันแทบหมด
- ต้องแข่งด้านราคา มีกำไรต่อหน่วยน้อย ต้องขายปริมาณเยอะถึงจะคุ้ม
- ความภักดีต่อลูกค้าน้อย ลูกค้ามักเลือกที่ราคาถูกสุด ไม่ยึดติดกับร้าน
- ยากในการสร้างแบรนด์ระยะยาว โดดเด่นยาก เพราะสินค้าคล้ายเจ้าอื่น
Blue Ocean Strategy: สร้างตลาดใหม่ ไม่ต้องแข่งตรง ๆ กับใคร
Blue Ocean คือการออกจากสนามเดิม แล้วสร้างสนามของตัวเอง คุณไม่ต้องไปแข่งกับใคร แต่เลือกจะสร้างคุณค่าใหม่ ที่ตลาดยังไม่มี หรือยังไม่ตอบโจทย์ลูกค้าได้ดีพอ อาจเป็นการสร้างสินค้าที่เจาะกลุ่มเฉพาะ เช่น
- แชมพูออร์แกนิกสำหรับคนแพ้ง่าย
- ขนมสุขภาพสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
- ของขวัญกล่องเซตที่เลือกของได้ตามบุคลิกผู้รับ
ตลาดแบบนี้คนอาจยังไม่เยอะ แต่ก็ยังไม่มีคู่แข่งตรง ๆ มากมาย ลูกค้าที่เจอและชอบสินค้าคือกลุ่มที่พร้อมจ่าย และถ้าสร้างแบรนด์ดี ๆ ก็สามารถต่อยอดได้อีกเยอะ
ข้อดีของ Blue Ocean
- คู่แข่งน้อย หรือยังไม่มีเลย ทำให้คุณเป็นตัวเลือกแรกของลูกค้า
- ตั้งราคาสูงได้โดยไม่โดนเทียบกับเจ้าอื่น เพราะสินค้าของร้านคุณแตกต่าง
- มีโอกาสสร้างแบรนด์ได้ชัดเจน ลูกค้าจดจำง่าย ต่อยอดแบรนด์ได้ระยะยาว
- ความภักดีจากลูกค้าสูงกว่า เพราะลูกค้ารู้สึกว่าแบรนด์เข้าใจเขาจริง ๆ
ข้อเสียของ Blue Ocean
- ต้องใช้เวลาและการศึกษาลูกค้าเยอะ ต้องเข้าใจ pain point ให้ลึก
- ใช้ความคิดสร้างสรรค์สูง เพราะต้องสร้างความต้องการใหม่
- ต้นทุนเริ่มต้นอาจสูงกว่า ต้องลงทุนกับการพัฒนาไอเดีย สินค้า บริการ
- ผลลัพธ์ไม่ได้เร็วแบบขายของฮิต ๆ ต้องอดทนและสร้างตลาดอย่างต่อเนื่อง

แล้วในตลาดออนไลน์ไทยใช้กลยุทธ์ไหนถึงจะรุ่ง?
ทั้ง Red Ocean และ Blue Ocean มีจุดแข็งของตัวเอง ถ้าคุณขายของบน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือเปิดร้านบน Facebook, Instagram, Line Shopping หรือเว็บไซต์ตัวเอง กลยุทธ์ทั้งสองก็สามารถปรับใช้ได้ ขึ้นอยู่กับสินค้าและเป้าหมายธุรกิจของคุณ
ถ้าคุณต้องการโตไว ขายได้จำนวนมากในเวลาอันสั้น
Red Ocean อาจเหมาะกับคุณ แต่ต้องมีระบบ Fulfillment และระบบหลังบ้านที่ดี เพื่อควบคุมต้นทุนและจัดการออเดอร์ให้เร็ว
ถ้าอยากสร้างแบรนด์ที่แข็งแรง อยู่ได้นาน และตั้งราคาดี ๆ ได้
Blue Ocean คือคำตอบ ต้องลงทุนกับไอเดีย สตอรี่ การทำคอนเทนต์ และอาจเริ่มจากตลาดเล็ก ๆ ที่กลุ่มเป้าหมายเฉพาะเจาะจง
วางกลยุทธ์ Red Ocean หรือ Blue Ocean ได้เต็มที่ ถ้าระบบหลังบ้านคุณพร้อม

ไม่ว่าคุณจะเลือกลุยในตลาด Red Ocean ที่ต้องแข่งกันแบบดุเดือดทุกวัน หรือกำลังปั้นแบรนด์เฉพาะตัวในสไตล์ Blue Ocean ที่ไม่เหมือนใคร สิ่งสำคัญที่ต้องมีควบคู่ไปกับกลยุทธ์ดี ๆ ก็คือ “ระบบหลังบ้าน” ที่จัดการทุกอย่างได้แบบมืออาชีพ เพราะลองคิดดูนะครับ… ต่อให้คุณวางแผนมาดี ขายเก่งแค่ไหน แต่ถ้าเจอปัญหาอย่างสต๊อกไม่ตรง แพ็คของไม่ทัน ส่งของช้า หรือข้อมูลจากแต่ละช่องทางไม่ซิงค์กัน ลูกค้าก็อาจไม่กลับมาซื้อซ้ำ และสุดท้ายคุณก็อาจเสียโอกาสโตไปแบบน่าเสียดาย
สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่อยากมีระบบหลังบ้านที่ดูแลให้ครบตั้งแต่ต้นทางยันส่งถึงมือลูกค้า Carry Fulfillment พร้อมเป็นผู้ช่วยที่คุณไว้ใจได้ ไม่ว่าคุณจะขายของอยู่บน Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือมีเว็บไซต์ของตัวเอง เราพร้อมดูแลให้ครบ ทั้งรับสต๊อก จัดเก็บสินค้า แพ็คอย่างมืออาชีพ ไปจนถึงจัดส่งตรงเวลา ที่สำคัญคือเรามีระบบหลังบ้านที่เชื่อม API กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้แบบอัตโนมัติ ข้อมูลออเดอร์ซิงค์กันหมด ลดงานซ้ำซ้อน ประหยัดเวลา และลดโอกาสผิดพลาดได้อย่างมากไม่ว่าร้านของคุณจะมีออเดอร์หลักสิบ หลักพัน หรือทะลุหมื่นต่อวัน เราก็พร้อมช่วยให้ทุกคำสั่งซื้อเป็นเรื่องง่าย ทำให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับสิ่งสำคัญ เช่น การสร้างแบรนด์ วางกลยุทธ์ หรือคิดแคมเปญใหม่ ๆ ได้เต็มที่ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของเราได้ที่นี่เลยครับ
