standard delivery

Standard Delivery คือ รูปแบบการจัดส่งสินค้าแบบมาตรฐานภายในประเทศ ที่มีค่าบริการประหยัดที่สุด เหมาะกับพัสดุทั่วไปที่มีน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม และขนาดรวม 3 ด้านไม่เกิน 180 เซนติเมตร โดยเป็นตัวเลือกยอดนิยมของร้านค้าออนไลน์และแพลตฟอร์ม Marketplace ต่าง ๆ เพราะช่วยควบคุมต้นทุนค่าขนส่งได้ดี

สำหรับร้านค้า e-commerce แล้ว การเลือกประเภทขนส่งให้เหมาะสมไม่ได้ส่งผลแค่ “ต้นทุน” เท่านั้น แต่ยังมีผลต่อ “ประสบการณ์ลูกค้า” และ “อัตราการปิดการขาย” อีกด้วย

วันนี้ Carry Fulfillment จะพาร้านค้ามาทำความรู้จักกับ Standard Delivery แบบครบทุกมุม ตั้งแต่รูปแบบบริการ ระยะเวลาจัดส่ง ค่าบริการ ไปจนรูปแบบการขนส่งแต่ละประเภท ตามไปทำความเข้าใจกันเลย!


Standard delivery คืออะไร

การขนส่งแบบ Standard delivery หรือ ส่งธรรมดาในประเทศ คือ การขนส่งแบบมาตรฐานภายในประเทศซึ่งมักจะมีราคาต่ำสุด เหมาะสำหรับการจัดส่งพัสดุที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 20 กิโลกรัมและขนาดของสินค้าที่รับได้สูงสุดคือ รวมกัน 3 ด้านไม่เกิน 180 ซม. ดังนั้นการสั่งสินค้าจากแพลตฟอร์ม Marketplace ส่วนใหญ่จะใช้การขนส่งแบบ Standard delivery เพื่อเป็นการประหยัดค่าขนส่งของผู้ซื้อ ยกเว้นสินค้าที่ไม่สามารถจัดส่งผ่านช่องทางนี้ได้ หรือผู้ซื้อมีความต้องการอื่นเป็นพิเศษ

ภาพรวมตลาดขนส่งพัสดุในไทย

ก่อนจะลงลึกเรื่องประเภทการจัดส่ง มาดูข้อมูลที่ร้านค้าออนไลน์ควรรู้กันก่อน

  • ตลาดขนส่งพัสดุในประเทศไทย เติบโตต่อเนื่องตามการขยายตัวของธุรกิจ e-commerce
  • ปริมาณพัสดุในประเทศมีจำนวนหลายล้านชิ้นต่อวัน โดยมากกว่า 70% เป็นพัสดุขนาดเล็ก–กลาง
  • ลูกค้าออนไลน์กว่า 80% ให้ความสำคัญกับ “ค่าจัดส่ง” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อ
  • คำสั่งซื้อส่วนใหญ่ใน Marketplace เลือกใช้ Standard Shipping หรือ Standard Delivery เป็นค่าเริ่มต้น

นั่นหมายความว่า หากร้านค้าบริหารจัดการต้นทุน Standard Delivery ได้ดี ก็จะสามารถแข่งขันด้านราคาและโปรโมชั่นได้ง่ายขึ้น


type of Standard delivery

Standard delivery มีกี่รูปแบบ

Standard Delivery เป็นรูปแบบการขนส่งธรรมดาในประเทศรูปแบบหนึ่ง ซึ่งจะมีผู้ให้บริการขนส่งหลายราย โดยปกติทางแพลตฟอร์มจะเป็นผู้เลือกผู้ให้บริการขนส่งที่เหมาะสมที่สุดให้กับแต่ละคำสั่งซื้อตามรูปแบบการจัดส่งที่ร้านค้าเลือก ประกอบกับน้ำหนัก ขนาดของพัสดุ ความรวดเร็วในการจัดส่ง และพื้นที่ให้บริการ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก


1. Standard Delivery หรือ ส่งธรรมดาในประเทศ

เหมาะสำหรับการจัดส่งพัสดุที่มีน้ำหนักรวมไม่เกิน 20 กิโลกรัม และขนาดของสินค้ารวมกัน 3 ด้านไม่เกิน 180 ซมโดยจะมีผู้ให้บริการหลายเจ้า ได้แก่

  • Kerry หนึ่งในบริษัทที่ให้บริการด้านการขนส่งพัสดุเอกชน เปิดให้บริการรับส่งพัสดุไปยังสถานที่ต่าง ๆ ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่ในไทย
  • J&T Express ให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนและโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน 
  • DHL Domestic ให้บริการจัดส่งสินค้าและพัสดุภายในประเทศเพื่อตอบสนองการเติบโตของธุรกิจ e-commerce
  • Flash Express หนึ่งในบริษัทโลจิสติกส์ที่ให้บริการจัดส่งพัสดุตรงถึงหน้าบ้าน
  • Ninjavan ให้บริการจัดส่งจนถึงหน้าบ้าน

2. Standard Delivery Bulky หรือ การส่งสินค้าขนาดใหญ่ 

เหมาะสำหรับการจัดส่งพัสดุที่มีน้ำหนักรวมเกินกว่า 20 กิโลกรัมขึ้นไป แต่ไม่เกิน 100 กิโลกรัม และมีขนาดของสินค้าใหญ่เกินกว่าการจัดส่งแบบธรรมดา แต่ขนาดสินค้ารวมกัน 3 ด้านต้องไม่เกิน 600 ซม. 


type of delivery

การจัดส่งสินค้ามีกี่ประเภท 

การจัดส่งสินค้ามีด้วยกันหลายประเภท โดยต้องเลือกให้เหมาะสมกับชนิดสินค้า ขนาดสินค้า ปลายทาง และความรวดเร็วในการจัดส่ง โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท

1. Standard delivery

การจัดส่งแบบมาตรฐาน ซึ่งแบ่งออกเป็นแบบธรรมดากับการส่งสินค้าขนาดใหญ่ การจัดส่งแบบนี้จะพิจารณาาถึงขนาดของสินค้าเป็นหลัก

2. Thailand Post EMS หรือ การขนส่งแบบ EMS โดยไปรษณีย์ไทย 

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการจัดส่งที่รวดเร็ว และเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักไม่เกิน 20 กิโลกรัม ไปรษณีย์ไทยจะครอบคลุมการให้บริการในทุกพื้นที่ซึ่งในบางที่ผู้ให้บริการบางรายอาจไม่มีให้บริการ

3. Economy – Thailand Post Registered Mail หรือ การขนส่งแบบลงทะเบียนโดยไปรษณีย์ไทย 

เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าที่ไม่เร่งรีบ โดยค่าบริการจะถูกกว่าแบบ Thailand Post EMS และต้องเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักไม่เกิน 10 กิโลกรัม 

4.Other Logistics หรือ การขนส่งแบบอื่นๆ 

รูปแบบการจัดส่งโดยวิธีการอื่นตามที่ต้องการ นอกเหนือจากวิธีการข้างต้น เช่น SAME DAY DELIVERYการจัดส่งแบบห้องเย็นสำหรับสินค้าที่ต้องการการควบคุมอุณหภูมิ หรือการจัดส่งโดยร้านค้าเอง หากร้านค้านั้นมีระบบโลจิสติกส์


Standard delivery ต่างจากการส่งสินค้าแบบอื่นอย่างไร 

Standard delivery คือการจัดส่งสินค้าแบบธรรมดาภายในประเทศ ซึ่งสินค้าที่จัดส่งต้องเป็นสินค้าที่ไม่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษหรือไม่ต้องการความรวดเร็วในการจัดส่งเป็นพิเศษ สินค้าที่ต้องการการดูแลควบคุมอาจต้องเลือกใช้บริการขนส่งแบบอื่น เช่น อาหาร ของสด ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง ยา ฯลฯ ซึ่งอาจมีค่าบริการที่สูงกว่าการส่งสินค้าแบบ Standard delivery


delivery fee

ค่าบริการสำหรับ Standard delivery 

ค่าบริการสำหรับการจัดส่งแบบ Standard delivery จะคำนวณตามขนาดและน้ำหนักของพัสดุเมื่อบรรจุลงกล่องเรียบร้อยแล้ว และในบางแพลตฟอร์มผู้ให้บริการจะสนับสนุนค่าจัดส่งด้วย เช่น Shopee จะสนับสนุนค่าจัดส่งสูงสุด 30 บาท เมื่อจัดส่งผ่าน Standard delivery และผู้ซื้อจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าจัดส่งส่วนที่เหลือ ทำให้ลูกค้าจ่ายค่าจัดส่งแค่บางส่วนเท่านั้น ร้านค้าจึงมีโอกาสในการขายมากขึ้น


ระยะเวลาในการจัดส่งของบริการ Standard delivery 

การจัดส่งแบบ Standard delivery ไม่ใช่การจัดส่งแบบด่วน ดังนั้นจึงต้องใช้ระยะเวลาในการจัดส่ง จัดส่งในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ประมาณ1 – 2 วันทำการ จัดส่งในพื้นที่ต่างจังหวัดประมาณ 2 – 4 วันทำการ จัดส่งในพื้นที่ห่างไกลประมาณ 3 – 5 วันทำการ อย่างไรก็ตามระยะเวลาในการจัดส่งสินค้าหลังจากที่ลูกค้ากดสั่งซื้อสินค้าแล้วจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจัดเตรียมสินค้าของผู้ขายด้วย ดังนั้นหากรู้สึกว่าสินค้าจัดส่งล่าช้าต้องตรวจสอบว่าเป็นเพราะการขนส่งหรือกระบวนการของร้านค้า


วิธีการเช็กการส่งสินค้าแบบ Standard delivery ทำอย่างไร

การเช็กการส่งสินค้า หรือ Track order ลูกค้าสามารถเข้าไปเช็คที่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นของผู้ให้บริการจัดส่งแต่ละราย จากนั้นกรอกเลขพัสดุสำหรับติดตาม เพื่อตรวจสอบข้อมูลได้ว่าพัสดุถูกจัดส่งถึงขั้นตอนไหนแล้ว หรือจัดส่งสำเร็จแล้วหรือยัง


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Standard Delivery

Q: Standard Delivery ใช้เวลากี่วัน?

A: กรุงเทพและปริมณฑล ประมาณ1–2 วันทำการ / จัดส่งในพื้นที่ต่างจังหวัดประมาณ 2–4 วันทำการ / จัดส่งในพื้นที่ห่างไกลประมาณ 3–5 วันทำการ

Q: Standard Delivery เหมาะกับสินค้าแบบไหน?

A: เหมาะกับสินค้าทั่วไปที่ไม่ต้องควบคุมอุณหภูมิ และไม่ต้องการความเร่งด่วน

Q: Standard Delivery กับ Express Deliveryต่างกันอย่างไร?

A: Express deliveryเร็วกว่า แต่มีค่าบริการสูงกว่า Standard

Q: Standard Delivery ส่งของวันเสาร์-อาทิตย์ไหม?

A: ขึ้นอยู่กับบริษัทขนส่ง ผู้ให้บริการหลายรายมีบริการ 7 วันต่อสัปดาห์

Q: Standard Delivery มีประกันพัสดุไหม?

A: ส่วนใหญ่มีวงเงินคุ้มครองพื้นฐาน และสามารถซื้อประกันเพิ่มได้

Q: ถ้าพัสดุเสียหายทำอย่างไร?

A: ติดต่อบริษัทขนส่งพร้อมหลักฐาน และแจ้งเคลมภายในระยะเวลาที่กำหนด


ปัจจุบันการจัดส่งสินค้าเพิ่มความสะดวกสบายให้กับทั้งผู้ขายและผู้ซื้ออย่างมาก สามารถขนส่งได้ทุกอย่าง แค่นั่งอยู่กับบ้านก็สามารถกดสั่งสินค้าที่ต้องการได้ โดยไม่ต้องออกไปไหน เมื่อสินค้าถูกจัดส่งก็สามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าผู้รับเป็นใคร โอการที่พัสดุสูญหายจึงมีน้อยมาก เรียกได้ว่าสะดวกสบายแบบสุด ๆ ไปเลย

สำหรับร้านค้าออนไลน์ การเลือกใช้ Standard Delivery ให้เหมาะสมจึงไม่ใช่แค่เรื่อง “ค่าขนส่ง” แต่คือการวางระบบหลังบ้านให้มีประสิทธิภาพ ควบคุมต้นทุนได้ และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าในระยะยาว เพราะเมื่อการจัดส่งลื่นไหล ธุรกิจก็เติบโตได้อย่างมั่นคง

และถ้าวันหนึ่งออเดอร์ของทางร้านเพิ่มขึ้นจากหลักสิบเป็นหลักร้อย หรือจากหลักร้อยไปสู่หลักพันต่อวัน จนเริ่มบริหารการแพ็คและจัดส่งไม่ทัน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าถึงเวลายกระดับระบบ Fulfillment แล้ว

Carry Fulfillment พร้อมช่วยดูแลทุกขั้นตอนตั้งแต่รับสินค้าเข้าคลัง จัดเก็บ แพ็คสินค้า เลือกบริษัทขนส่งที่เหมาะสม ไปจนถึงเชื่อมต่อ API กับ Marketplace ต่าง ๆ แบบอัตโนมัติ ให้ระบบขนส่งของร้านคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คุณจึงสามารถโฟกัสกับการขยายยอดขายและพัฒนาธุรกิจได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลกับงานหลังบ้านอีกต่อไป สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของเราได้ที่นี่เลยครับ!

อ่านต่อ: