what is fifo

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า FIFO หรือระบบ First In First Out ซึ่งเป็นวิธีจัดการคลังหรือสต๊อกสินค้ารูปแบบหนึ่งซึ่งนิยมใช้กันทั่วไปและเป็นหลักการที่ได้รับการยอมรับเป็นสากล สามารถใช้ทั้งในการจัดการคลังสินค้าและการบัญชีอีกด้วย แต่ก่อนที่จะเลือกใช้ระบบจัดการแบบใด ก็ควรรู้จักข้อดี และข้อจำกัดของระบบก่อน จะได้เลือกใช้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับรูปแบบของธุรกิจ วันนี้ Carry Fullfillment  จะพาไปรู้จักกับระบบ FIFO ให้ดียิ่งขึ้น ตามไปอ่านกันได้เลย!

FIFO คืออะไร?

FIFO ย่อมาจาก First In First Out หรือแปลแบบตรงตัวได้เลยว่าเข้าก่อนออกก่อน ซึ่งระบบ FIFO นี้มีการจัดการที่เข้าใจง่าย นำไปปฏิบัติได้จริง ก็คือนำสินค้าที่เข้าคลังก่อนมาขายหรือรีบใช้งานก่อน เพื่อไม่ให้สินค้านั้นเสื่อมสภาพหรือหมดอายุ ทำให้การจัดการสินค้าคงคลังทำได้ง่ายขึ้น และสินค้าที่อยู่ในคลังหรือสต๊อกสินค้าจะเป็นสินค้าที่จัดซื้อมาล่าสุดเสมอ โดยไม่ได้คำนึงถึงวันหมดอายุ ซึ่งเป็นวิธีที่คนทั่วไปมักนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว จึงสามารถนำมาปรับใช้กับระบบธุรกิจได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตาม FIFO อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดสำหรับสินค้าคงคลังบางประเภทหรือธุรกิจบางอย่าง ดังนั้นผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนว่า FIFO เป็นวิธีที่เหมาะสมกับธุรกิจและลักษณะของสินค้าที่ผลิตหรือจำหน่ายหรือไม่

หลัก 5 ข้อในการใช้ระบบ FIFO 

  1. ตรวจสอบและจัดเรียงสินค้าจากวันที่รับสินค้าเข้า
  2. คัดสินค้าที่หมดอายุ เสื่อมสภาพ หรือเสียหายออก
  3. วางสินค้าที่รับเข้ามาก่อนที่ด้านหน้าสุด เพื่อให้ถูกหยิบขายหรือใช้ก่อน
  4. วางสินค้าเข้าใหม่ด้านหลัง สินค้าที่รับเข้ามาล่าสุดต้องอยู่ด้านหลังสุด
  5. ขายหรือใช้สินค้าที่วางไว้ด้านหน้าก่อนเสมอ

ดังนั้นสินค้าที่ถูกรับเข้ามาก่อนจะถูกใช้หมดก่อนสินค้าที่รับเข้ามาทีหลัง วิธีนี้จะช่วยลดโอกาสเสื่อมสภาพหรือหมดอายุของสินค้าก่อนถูกใช้งานได้

เมื่ออีคอมเมิร์ซโตเร็วขึ้น ระบบ FIFO จึงกลายเป็นเรื่องจำเป็น

ในยุคที่การแข่งขันของธุรกิจออนไลน์สูงขึ้น การบริหารสต๊อกให้ดีไม่ใช่แค่เรื่องความเป็นระเบียบ แต่ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและกำไรของร้านค้า

  • ตลาด e-commerce ทั่วโลกเติบโตเฉลี่ยมากกว่า 15% ต่อปี ส่งผลให้ร้านค้าออนไลน์มีจำนวน SKU และล็อตสินค้ามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • ข้อมูลด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนพบว่า กว่า 30% ของต้นทุนคลังสินค้า มาจากปัญหาสต๊อกค้างและการจัดการลำดับสินค้าไม่เหมาะสม
  • ธุรกิจที่นำระบบ FIFO หรือ Stock Rotation มาใช้จริง สามารถ
    • ลดความสูญเสียจากสินค้าหมดอายุหรือเสื่อมสภาพได้ ประมาณ 40–70%
    • ลดต้นทุนค้างคลังและค่าใช้จ่ายในการจัดการสต๊อกได้ 20–30%

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนชัดว่า FIFO ไม่ใช่แค่ทฤษฎีในคลังสินค้า แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ร้านค้า e-commerce ควบคุมต้นทุน หมุนสต๊อกได้เร็วขึ้น และพร้อมรองรับการเติบโตในระยะยาว

cardboard boxes conveyor belt warehouse

ประโยชน์ของ FIFO มีอะไรบ้าง

  • ลดโอกาสเสียหายจากการหมดอายุของสินค้า
  • ช่วยไม่ให้สินค้าค้างสต๊อก
  • สะดวกในการหยิบ จัดเก็บ และเช็คสต๊อกสินค้า
  • สามารถตรวจสอบอายุของสินค้าคงคลัง และจัดลำดับการระบายสินค้าก่อนหมดอายุได้ง่าย
  • เป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพและทำได้ง่าย 
  • ช่วยลดต้นทุนและจำนวนบุคลากรในการจัดการ
  • จัดเก็บและหยิบใช้ได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาในการดูวันหมดอายุของสินค้าแต่ละชิ้น
  • ง่ายต่อการทำบัญชีสินค้าคงคลัง

ข้อจำกัดของ FIFO มีอะไรบ้าง

  • ต้นทุนค่าขนย้ายและเก็บรักษาสินค้าสูงขึ้น
  • สินค้าขาดสต๊อก
  • ไม่เหมาะกับสินเค้าบางประเภท เช่น สินค้าที่มีโอกาสล้าสมัย 
  • สถานที่หรือตู้สำหรับจัดเก็บสินค้าควรเป็นแนวตั้ง เพื่อความสะดวกในการจัดเรียงสินค้าเข้าใหม่ไว้ด้านหลัง
  • มีความเสี่ยงที่สินค้าจะหมดอายุ เพราะอายุหรือความสดใหม่ของสินค้าที่ได้รับในแต่ละล็อตอาจแตกต่างกัน

ตัวอย่างการจัดเก็บสินค้าแบบ FIFO

การจัดเก็บสินค้าแบบ FIFO เป็นที่นิยมในหลายธุรกิจ ทั้งร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ รวมถึงยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำงานเอกสาร จัดเก็บอุปกรณ์สำนักงาน หรือแม้แต่ครัวเรือนได้อีกด้ว ตัวอย่างการจัดเก็บสินค้าแบบ FIFO

female owner checking inventory food products grocery store
  1. ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านค้าปลีก 

ร้านค้าส่วนใหญ่ใช้ระบบ FIFO ในการจัดการสินค้าบนชั้นวาง โดยสินค้าใหม่มักจะอยู่ด้านหลัง ทำให้ผู้ซื้อต้องหยิบสินค้าชิ้นด้านหน้าสุดก่อน จะเห็นได้ว่าในร้านสะดวกซื้อบางแห่งใช้วิธีการเติมสต๊อกสินค้าจากด้านหลัง โดยออกแบบชั้นวางให้สามารถโชว์สินค้าด้านหน้าสุดได้เพียง 1-2 ชิ้น เมื่อลูกค้าหยิบสินค้าชิ้นหน้าสุดออกไป สินค้าชิ้นถัดไปจะถูกดันออกมาอยู่ด้านหน้าแทน และพนักงานมีหน้าที่ตรวจสอบปริมาณสินค้าและเติมสินค้าจากทางด้านหลัง วิธีการแบบนี้จะช่วยป้องกันให้สินค้าที่อยู่ด้านหลังถูกหยิบออกไปก่อน และผู้ซื้อจะหยิบสินค้าชิ้นหน้าสุด 

  1. ร้านอาหาร งานครัว 

งานครัว เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่เหมาะกับการใช้ระบบ FIFO เพราะวัตถุดิบส่วนใหญ่มีอายุจำกัด และมีวัตถุดิบที่หลากหลาย หากใช้งานวัตถุดิบที่ซื้อเข้ามาก่อนก็จะป้องกันการหมดอายุหรือเสียหายก่อนนำไปใช้งานได้ โดยเฉพาะของสด เช่น ผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ และการจัดเรียงวัตถุดิบที่ต้องใช้งานก่อนไว้ด้านหน้า ยังช่วยให้พนักงานหยิบไปใช้ได้สะดวกขึ้น โดยไม่ต้องเสียเวลาพลิกดูวันหมดอายุ นอกจากนี้ผู้ประกอบการควรมีระบบการจัดการโดยทำเอกสารเช็ควันหมดอายุของวัตถุดิบควบคู่ไปด้วย และมีการติดฉลากแสดงสถานะให้ชัดเจน เพื่อให้รู้ว่าวัตถุดิบใดใกล้หมดอายุ จะต้องรีบใช้งานก่อน โดยเฉพาะวัตถุดิบที่มีอายุการใช้งานสั้น และยังช่วยให้ตรวจสอบง่ายว่าวัตถุดิบแต่ละชนิดเพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวันหรือไม่ เมื่อลดความเสี่ยงในเรื่องวัตถุดิบเน่า เสีย หรือหมดอายุได้ ก็ทำให้ผู้ประกอบการควบคุมต้นทุนได้ดีขึ้นอีกด้วย

  1. อุปกรณ์สำนักงาน 

การจัดเก็บอุปกรณ์สำนักงานที่ใช้เป็นประจำก็สามารถใช้วิธี FIFO ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นวิธีที่ง่าย และไม่ขัดต่อพฤติกรรมมนุษย์ เพียงแต่รูปแบบการวางเก็บควรต้องเป็นทิศทางที่เหมาะสม ไม่ต้องลำบากในการนำสินค้าเก่าออกมาก่อนเพื่อจัดเรียงสินค้าใหม่เข้าไปด้านใน FIFO จึงเหมาะสำหรับอุปกรณ์สำนักงานที่ชิ้นเล็ก หรือ มีการเสื่อมสภาพได้เมื่อทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน เช่น กาว ปากกา เป็นต้น หากไม่นำของเก่ามาใช้ก่อน ก็มีความเสี่ยงที่จะทำให้สินค้านั้นเสื่อม ไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีก เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ

เจ้าของร้านและพนักงานกำลังจัดการสินค้า

เทคนิคการใช้ FIFO สำหรับสินค้าแต่ละประเภท

แม้หลักการของ การจัดเก็บสินค้าแบบ FIFO จะเหมือนกันคือ “เข้าก่อนออกก่อน” แต่ในทางปฏิบัติ สินค้าแต่ละประเภทมีข้อกำหนด อายุการใช้งานและรูปแบบสต๊อกที่แตกต่างกัน ทำให้วิธีประยุกต์ใช้ FIFO ต้องละเอียดขึ้น เพื่อให้การหมุนสต๊อก (Stock Rotation) เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้จริง

วันนี้เราจึงเอา เทคนิค FIFO แยกตามประเภทสินค้า มาฝากกัน เหมาะกับร้านค้า e-commerce ทุกขนาด รวมถึงร้านที่ฝากของไว้ในคลัง Fulfillment

1. สินค้าที่มีวันหมดอายุ เช่น อาหารเสริม อาหารสัตว์ ขนม เครื่องดื่ม

สินค้ากลุ่มนี้เป็นประเภทที่ ต้องใช้ FIFO ร่วมกับ FEFO (First Expire, First Out) เสมอ เพราะมีวันหมดอายุชัดเจนและมักเสื่อมคุณภาพเร็ว หากหยิบผิดล็อตอาจส่งผลต่อสุขภาพของผู้บริโภคและทำให้เกิดการคืนสินค้าได้ง่าย

เทคนิคที่แนะนำ

  • แปะป้าย วันรับเข้า + วันหมดอายุ (Expiry Date) ให้เห็นชัดเจน
  • จัดชั้นวางเป็นโซน “ใกล้หมดอายุ – หมดอายุปกติ – เพิ่งเข้าใหม่”
  • ใช้ สีติดฉลาก เพื่อแยกความเร่งด่วน (แดง = ใกล้หมดอายุ, เหลือง = ควรขายก่อน, เขียว = เข้าใหม่)
  • ทำรายการ สินค้าที่จะหมดอายุภายใน 30–45 วัน เพื่อกระตุ้นโปรโมชั่นทันที
  • ใช้ระบบ WMS หรือ Google Sheet บันทึกอายุสินค้า ลดความผิดพลาดของพนักงาน

เหมาะกับสินค้า

  • อาหารเสริม
  • อาหารสัตว์
  • เครื่องดื่ม
  • ขนม
  • เวชภัณฑ์บางประเภท

ผลลัพธ์: ลดการสูญเสียจากของหมดอายุได้มากกว่า 70%

2. สินค้าเครื่องสำอางและสกินแคร์ (Cosmetics & Skincare)

แม้จะมีวันหมดอายุเหมือนอาหาร แต่สินค้าเหล่านี้มีหลายล็อต หลายเฉด และมีการเปิดใช้ก่อนเสื่อมเร็ว ทำให้ต้องจัดสต็อกแบบละเอียดกว่าปกติ

เทคนิคที่แนะนำ

  • แยกสินค้า ตามล็อต (Batch No.) ชัดเจน เพราะเฉดสีหรือสูตรอาจแตกต่างกัน
  • ใช้ที่เก็บแบบ ลิ้นชักเรียงหน้า–หลัง เพื่อหยิบล็อตเก่าได้สะดวก
  • คัดสินค้าแพ็กเกจเสียสภาพออก เพื่อลดการคืนสินค้าจากลูกค้า
  • ตรวจสภาพสินค้าในคลังทุก 2 สัปดาห์ เพราะเครื่องสำอางเสื่อมสภาพได้จากความชื้นและอุณหภูมิ

เหมาะกับสินค้า

  • ลิปสติก
  • ครีมบำรุงผิว
  • เซรั่ม
  • โทนเนอร์

ผลลัพธ์: ลดโอกาสส่งสินค้าเก่าหรือเสื่อมสภาพ ซึ่งส่งผลต่อคะแนนรีวิวร้าน

3. เสื้อผ้า แฟชั่น และสินค้า Seasonal (เช่น คอลเลกชั่นตามฤดู)

กลุ่มนี้อาจไม่มีวันหมดอายุ แต่มีวันหมดเทรนด์ หากหมุนสต็อกไม่ดี ของจะค้างจนขายไม่ออกและต้องเคลียร์ราคา

เทคนิคที่แนะนำ

  • จัดสินค้าเก่าไว้ด้านหน้าเสมอ (ตามหลัก FIFO)
  • แยกพื้นที่ตามคอลเลกชัน เช่น “Summer 2024, Fall 2024, Winter 2024”
  • ใช้รหัส SKU ที่มีข้อมูลคอลเลกชัน/รุ่น เพื่อช่วยในการหมุนสต็อก
  • ทำรายงานอายุสต็อก (Ageing Stock) เช่น 30 วัน, 60 วัน, 90 วัน เพื่อวางแผนทำโปรโมชันก่อนของล้นคลัง
  • ตั้งระบบแจ้งเตือนเมื่อสต็อกคอลเลกชันเก่าเกิน 45–60 วัน

เหมาะกับสินค้า

  • เสื้อผ้า
  • กระเป๋า
  • สินค้าแฟชั่นตามฤดูกาล
  • รองเท้า

ผลลัพธ์: ป้องกันสินค้าตกเทรนด์ ลดความเสี่ยงสต๊อกจมและค้างคลัง

4. อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และ Gadget

สินค้า Electronics ไม่มีวันหมดอายุ แต่มี ความเสี่ยงตกยุคและเสื่อมสภาพทางฮาร์ดแวร์ เช่น แบตเตอรี่เสื่อมเมื่อตั้งทิ้งไว้นาน

เทคนิคที่แนะนำ

  • ใช้ FIFO เพื่อให้ขายล็อตเก่าก่อนป้องกันปัญหาอุปกรณ์เสื่อม
  • แยกสินค้าในคลังตาม “รุ่น / ปีผลิต / Serial No.”
  • ตรวจสภาพแบตเตอรี่/อุปกรณ์อย่างน้อยเดือนละครั้ง โดยเฉพาะสินค้าเก็บไว้นาน
  • หลีกเลี่ยงการวางของซ้อนทับจำนวนมากเพราะอาจทำให้กล่องบุบและทำให้ลูกค้าคืนสินค้า

เหมาะกับสินค้า

  • หูฟัง
  • กล้อง
  • Powerbank
  • คีย์บอร์ด เมาส์
  • อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

ผลลัพธ์: ลดปัญหาคืนสินค้าเพราะบรรจุภัณฑ์เสียหายและป้องกันสินค้าตกเทรนด์เร็ว

5. สินค้าโฮมแคร์และของใช้ในบ้าน

กลุ่มนี้เสื่อมสภาพช้ากว่าสินค้าอาหาร แต่ควรหมุนสต๊อกให้ดีเพื่อไม่ให้กลิ่น สี หรือคุณภาพเปลี่ยนไปเมื่อเก็บไว้นาน

เทคนิคที่แนะนำ

  • แยกสินค้าเป็น ล็อตผลิต เพราะของใช้มักมี MFG Date
  • ตรวจสภาพสินค้า เช่น กลิ่น สี บรรจุภัณฑ์ บิดเบี้ยว
  • ทำ Shelf Management แบ่งโซนชัดเจน เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่มเก่าควรวางไว้แถวหน้าสุด

เหมาะกับสินค้า

  • น้ำยาทำความสะอาด
  • ผงซักฟอก
  • เทียนหอม
  • สบู่เหลว
  • สเปรย์ปรับอากาศ

ผลลัพธ์: ควบคุมคุณภาพสินค้าและลดความเสี่ยงสินค้าหมดอายุโดยไม่รู้ตัว

เลือกใช้ FIFO ให้เหมาะกับแต่ละสินค้า ประหยัดต้นทุนได้จริงการใช้ ระบบ FIFO ให้เหมาะกับแต่ละประเภทสินค้าคือกุญแจสำคัญในการประหยัดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้า เพราะสินค้าแต่ละหมวดมีอายุการใช้งานและการเสื่อมสภาพไม่เหมือนกัน เมื่อร้านค้าออนไลน์ทำ FIFO ได้อย่างถูกต้อง จะช่วยลดของหมดอายุ ลดสต๊อกจม ลดต้นทุนค้างคลัง ลดการเคลม–คืนสินค้า และทำให้การบริหารสต๊อกเป็นระบบมากขึ้น ยิ่งหากใช้บริการ Fulfillment ที่รองรับทั้ง FIFO–FEFO ก็จะยิ่งช่วยควบคุมลำดับการหยิบสินค้าได้แม่นยำขึ้น ลดความผิดพลาด และทำงานง่ายขึ้นหลายเท่า

fulfillment service working in warehouse

เชื่อมโยง FIFO กับระบบ Fulfillment

การใช้ ระบบ FIFO คลังสินค้า ควบคู่กับบริการ Fulfillment เป็นแนวทางที่ช่วยยกระดับการบริหารสต๊อกให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขายปลีก ขายส่ง การผลิต หรือบริการด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสินค้าจำนวนมาก และมีการหมุนเวียนสต๊อกอย่างต่อเนื่อง

ระบบ Fulfillment ที่มีประสิทธิภาพจะใช้เทคโนโลยี WMS (Warehouse Management System) เพื่อกำหนดลำดับการหยิบสินค้าออกจากคลังตามหลักการ First In, First Out (FIFO) โดยอัตโนมัติ ช่วยให้การจัดเก็บ หยิบสินค้า และจัดส่งเป็นไปอย่างถูกต้องและรวดเร็ว ลดโอกาสเกิดข้อผิดพลาด เช่น หยิบสินค้าผิดล็อต หรือส่งสินค้าที่ใกล้หมดอายุให้กับลูกค้าโดยไม่ตั้งใจ

นอกจากนี้ ระบบ Fulfillment ที่รองรับการจัดการแบบ FIFO ยังช่วยรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการขยายคลังสินค้า เพิ่มช่องทางการจำหน่าย หรือการบริหารสินค้าหลายประเภทพร้อมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กล่าวโดยสรุปคือ เมื่อระบบการจัดเก็บสินค้าแบบ FIFO ทำงานร่วมกับระบบ Fulfillment ที่ดี จะช่วยลดความผิดพลาด ประหยัดเวลา และส่งสินค้าที่มีคุณภาพดีที่สุดให้ถึงมือลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

FIFO กับ Fulfillment: คู่หูธุรกิจที่ช่วยยกระดับการบริหารสต๊อก

การใช้ระบบ Fulfillment ที่รองรับการจัดการแบบ FIFO ร่วมกับการวางแผนสต๊อกที่ดี เช่น การตั้ง SKU (Stock Keeping Unit) ให้ชัดเจน จะทำให้การบริหารสินค้าคงคลัง ง่าย เร็ว และแม่นยำยิ่งขึ้น โดยมีประโยชน์ดังนี้

  • SKU ที่ดี: ช่วยแยกแยะสินค้าล็อตเก่า-ใหม่ได้อย่างชัดเจน ลดความสับสนในการหยิบสินค้า
  • Fulfillment ที่แม่นยำ: ช่วยหยิบสินค้าเก่าก่อนใหม่โดยอัตโนมัติ ตามหลักการ FIFO เพื่อคงคุณภาพสินค้า
  • ลดต้นทุนและความผิดพลาด: ป้องกันสินค้าหมดอายุ เสียหาย หรือถูกหยิบผิดล็อต ส่งผลให้ต้นทุนในการจัดการสต๊อกลดลง
  • เพิ่มความพึงพอใจให้ลูกค้า: ลูกค้าได้รับสินค้าที่สดใหม่ คุณภาพดีที่สุด เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจ

ไม่ว่าคุณจะเป็นร้านค้าออนไลน์ ผู้จัดจำหน่าย โรงงานผลิตสินค้า หรือคลังเก็บสินค้าขนาดใหญ่ การเลือกใช้บริการ Fulfillment ที่มีระบบบริหารจัดการ FIFO ที่แม่นยำ จะทำให้การเติบโตของธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

อ่านต่อ:


FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ FIFO

supermarket worker arranging product

Q: FIFO เหมาะกับสินค้าประเภทใด

A: การจัดเก็บสินค้าแบบ FIFO ควรใช้กับสินค้าที่หากเก็บไว้นานจะเสื่อมสภาพได้ หรือมีวันหมดอายุ ธุรกิจที่เหมาะกับระบบ FIFO ได้แก่ ร้านอาหาร ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา เป็นต้น

Q: การจัดเก็บสินค้าแบบ FIFO ควรใช้ตู้หรือชั้นวางแบบใด

A: ควรเก็บสินค้าในชั้นวางแนวตั้งที่มีขนาดเหมาะสมกับสินค้า เพื่อให้สินค้าที่เข้ามาทีหลังถูกจัดเรียงไว้ด้านหลังหรือจากซ้ายไปขวาได้โดยง่าย หากเป็นตู้หรือชั้นวางแบบแนวนอนจะจัดเก็บสินค้าแบบ FIFO ได้ลำบาก เพราะทำให้สินค้าปนหรือทับซ้อนกัน หรือต้องนำสินค้าเก่าออกมาทั้งหมดก่อน แล้วเรียงสินค้าใหม่เข้าไปด้านล่าง จากนั้นจึงเอาสินค้าเก่าใส่กลับเข้าไปด้านบน นอกจากเสียเวลาแล้ว ยังมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของบุคลากรที่ต้องยกสินค้าจำนวนมากด้วย

Q: FIFO กับ LIFO แตกต่างกันอย่างไร

A: FIFO หรือ First In First Out คือสินค้าที่เข้ามาก่อนต้องถูกขายหรือใช้ก่อน ส่วน LIFO หรือ Last In First Out คือสินค้าที่เข้ามาล่าสุดจะถูกขายหรือใช้ก่อน ก็คือตรงกันข้ามกันนั่นเอง โดยสรุปความแตกต่างให้เข้าใจชัดเจน ดังนี้

  1. LIFO หยิบสินค้าที่เข้ามาในคลังล่าสุดออกไปก่อน
  2. ในระบบ FIFO สินค้าคงคลังคือสินค้าที่เข้ามาล่าสุด ส่วน LIFO สินค้าคงคลังคือสินค้าที่เก่าที่สุด
  3. หากราคาสินค้าในตลาดมีการเปลี่ยนแปลง LIFO จะแสดงต้นทุนเท่ากับราคาปัจจุบัน ส่วน FIFO จะแสดงต้นทุนสินค้าที่เป็นราคาเก่า

อย่างไรก็ตามการจะเลือกใช้ระบบ FIFO หรือ LIFO นั้นต้องขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้าและกลุ่มลูกค้า รวมถึงความต้องการของตลาดด้วย หากเป็นสินค้าที่ต้องการความทันสมัย ขายตามเทรนด์หรือความนิยมและความต้องการของลูกค้า ระบบ LIFO อาจเป็นการจัดเก็บที่เหมาะสม และตอบสนองวัตถุประสงค์การดำเนินงานของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Q: ทำไมจึงนิยมใช้ FIFO มากกว่า LIFO

A: เนื่องจากระบบ FIFO สามารถใช้ได้กับสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งที่มีวันอายุ มีการเสื่อมสภาพ และยังสามารถป้องกันสินค้าหมดอายุหรือเน่าเสียก่อนถูกใช้งานได้ ระบบ FIFO จึงเป็นที่นิยมแพร่หลายในธุรกิจ 

ส่วน LIFO หรือ Last In First Out นั้น เหมาะกับสินค้าที่มี Life Cycle สั้น หรือล้าสมัยเร็ว เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เพื่อไม่ให้ตกกระแส ร้านค้าจึงต้องรีบนำสินค้าที่ได้รับเข้ามาล่าสุดจำหน่ายออกไปก่อน หรือสินค้าที่ต้องซื้อขายในราคาตลาด ตัวอย่างเช่น อสังหาริมทรัพย์ เพื่อให้ราคาเป็นปัจจุบัน เมื่อได้รับเข้ามาจึงต้องรีบจำหน่ายออกไป

Q: FIFO กับ FEFO แตกต่างกันอย่างไร 

A: อีกระบบหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก คือ FEFO หรือ First Expire date First Out คือนำสินค้าที่กำลังจะหมดอายุเป็นลำดับแรกมาใช้ก่อน เป็นวิธีที่ช่วยลดความเสียหายจากสินค้าหมดอายุได้ ซึ่งระบบ FEFO มีข้อแตกต่างจาก FIFO ดังนี้

  1. FEFO ไม่คำนึงถึงวันที่รับสินค้าเข้า แต่ดูที่วันหมดอายุเป็นหลัก
  2. สินค้าในสต๊อก FEFO คือสินค้าที่มีอายุการใช้งานยาวนานที่สุด

Q: ระบบ FIFO เหมาะกับธุรกิจกลุ่มใดบ้าง

A: 

  • ธุรกิจที่มีสินค้าหลากหลายซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนและราคาบ่อย เช่น ร้านสะดวกซื้อ ร้านขายยา 
  • ธุรกิจขายสินค้าที่มีวันหมดอายุ เช่น ร้านอาหารและเครื่องดื่ม

Q: FIFO จำเป็นสำหรับธุรกิจขายสินค้าที่ไม่มีวันหมดอายุ

A: ธุรกิจขายสินค้าที่ไม่มีวันหมดอายุเช่นเสื้อผ้า กระเป๋า แฟชันต่าง เองก็มีความจำเป็นที่ต้องใช้ระบบ FIFO เพราะมีมีเรื่องเทรนด์และซีซั่น การขายของเก่าออกก่อน จะช่วยลดโอกาสค้างสต๊อกเมื่อเทรนด์เปลี่ยน และช่วยให้ร้านปล่อยสต๊อกได้ไว

Q: Fulfillment ที่รองรับ FIFO ดีกว่าจัดการเองอย่างไร?

A: ช่วยลดภาระการจัดเรียงสินค้า ลดโอกาสหยิบสินค้าผิดล็อต และมีระบบอัตโนมัติช่วยตรวจสอบสต๊อกได้ Real-Time ทำให้บริหารคลังสินค้าได้มืออาชีพมากขึ้น


การจัดเก็บสินค้าแบบ FIFO ได้รับความนิยมในธุรกิจที่หลากหลาย ทั้งภาคการผลิต ค้าส่ง และค้าปลีก แม้แต่ในชีวิตประจำวันก็ยังพบเห็นการใช้ระบบ FIFO อยู่ทั่วไป เช่น การต่อคิวเพื่อจ่ายเงิน หรือรับบริการต่าง ๆ ที่คนมาก่อนจะได้ใช้บริการก่อนก็ถือเป็นระบบ FIFO อย่างหนึ่ง จึงทำให้ระบบนี้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ เพราะไม่ขัดต่อพฤติกรรมของมนุษย์จึงสามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นธรรมชาติ 

อย่างไรก็ตามการเลือกใช้ระบบจัดการคลังสินค้าไม่ว่าจะเป็น FIFO, LIFO หรือ FEFO ก็ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและรูปแบบการดำเนินธุรกิจด้วย อีกสิ่งที่สำคัญที่ทำให้การจัดการคลังสินค้ามีประสิทธิภาพคือการจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ และจำแหน่งการวางสินค้าที่ชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกในการหยิบสินค้าได้อย่างรวดเร็วและถูกต้อง

ไม่ว่าคุณจะขายสินค้าอะไรก็ตาม การจัดการสต๊อกให้ถูกต้องตั้งแต่แรกคือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด หากคุณกำลังมองหาตัวช่วยที่ทำให้การบริหารสต๊อกเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และแม่นยำมากขึ้น อย่าลืมเลือกใช้บริการ Fulfillment จาก Carry Fulfillment ที่รองรับการจัดการแบบ FIFO! หมดกังวลเรื่องสต๊อกค้างหรือหยิบสินค้าผิดล็อตที่เกิดจากความสับสน

อย่าปล่อยให้เรื่องสต๊อกเป็นอุปสรรคในการโตของร้านคุณ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของเราได้ที่นี่เลยครับ!