
ธุรกิจในรูปแบบของการขายของออนไลน์ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนมาใช้งานออนไลน์มากขึ้น เทคโนโลยีที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ผู้ขายต่างก็ผันตัวเข้าสู่โลกออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้า และเพิ่มโอกาสในการขาย แต่เมื่อมีคนมากมายหลั่งไหลเข้ามา การแข่งขันทางธุรกิจก็เข้มข้นขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ แล้วจะมีเทคนิคในการขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อได้อย่างไร บทความนี้มีคำตอบ
ขายของออนไลน์ ขายอะไรดี
อยากขายของออนไลน์ แต่ไม่รู้จะขายอะไรดี เป็นคำถามที่สำคัญและเป็นอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้หลายคนหันหลังให้ธุรกิจออนไลน์ตั้งแต่ยังไม่ทันได้ลงสนาม การตอบคำถามที่ว่าขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อ อย่างแรกคงต้องเริ่มที่การวิเคราะห์สินค้าเลือกสินค้าที่นำมาขายก่อน อาจพิจารณาจากหลายปัจจัย ดังนี้
- เป็นสินค้าที่คนซื้อซ้ำทุกวัน ทุกเดือน เช่น อาหาร, ของใช้ในบ้าน
- เป็นสินค้าที่รู้แหล่งซื้อราคาส่งที่่ถูกกว่าท้องตลาด เช่น เสื้อผ้า
- เป็นสินค้าที่เป็นที่ต้องการของตลาดช่วงนั้น ๆ เช่น ต้นไม้ด่าง, รองเท้า New Balance
- เป็นสินค้าที่เป็นความชอบส่วนตัว ทำให้เข้าใจสินค้า เข้าใจตลาดได้ดี เช่น เครื่องสำอาง เสื้อผ้าพลัสไซซ์ ขนมเบเกอรี
- เป็นสินค้าเฉพาะกลุ่มที่เป็นที่ต้องการ เช่น Art toy, ฟิกเกอร์, เกม
เมื่อเลือกสินค้าที่ใช้ตั้งแต่ต้นก็จะสามารถขายของออนไลน์ให้มีคนซื้อได้
1. เพิ่มความไวในการตอบลูกค้าด้วย Chatbot
การเริ่มต้นขายของออนไลน์ในตอนแรกที่ลูกค้าไม่เยอะมาก การตอบหรือพูดคุยกับลูกค้าผ่านทางแชทด้วยตัวเองสามารถทำได้ แต่เมื่อธุรกิจขยายตัว จำนวนออเดอร์ที่มากขึ้นทำให้ไม่สามารถคอยนั่งตอบคำถามได้แบบเดิม และบ่อยครั้งก็ทำให้ขายรายได้หรือเสียลูกค้าส่วนนั้นไป ดังนั้นการขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อมากขึ้น สามารถทำได้ด้วยการปรับใช้ Chatbot ในการช่วยจัดการออเดอร์ ไม่ว่าจะเป็นการทำการจอง การตอบคำถามพื้นฐานอื่น ๆ ให้กับลูกค้า หรือการปิดจบออเดอร์ นอกจากจะช่วยเพิ่มลูกค้าแล้ว ยังช่วยประหยัดเวลาได้อีกด้วย

2. เลือกแพลตฟอร์ม Marketplace ที่ใช่
อีกหนึ่งวิธีที่จะตอบโจทย์การขายของออนไลน์ยังไงให้มีคนซื้อ ส่วนหนึ่งต้องเริ่มต้นจากการเลือกใช่บริการแพลตฟอร์ม Marketplace หรือแฟลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้าด้วย การเลือกแพลฟอร์ม Marketplace ควรเลือกจากตัวสินค้าและกลุ่มลูกค้าที่ซื้อสินค้าของเราด้วย ตัวอย่างการขายสินค้ากลุ่มเฟอร์นิเจอร์หรือของแต่บ้าน อาจเลือกเปิดร้านค้าออนไลน์บน NocNoc หรือหากขายสินค้าทั่วไป เข้าถึงลูกค้าจำนวนมาก อาจเลือกใช้บริการแพลตฟอร์ม Shopee Lazada หรือ TikTok Shop
3. กลยุทธ์การทำคอนเทนต์ในโลกโซเชียล
ในปัจจุบันเมื่อการซื้อขายออนไลน์ง่ายขึ้น โอกาสที่ลูกค้าจะได้เปรียบเทียบราคาก็มีมากขึ้น ทำให้โจทย์ใหญ่เป็นของผู้ขาย ว่าจะทำยังไงให้คนซื้อ กลยุทธ์หนึ่งที่สามารถทำได้คือการทำคอนเทนต์ เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก อยู่ในสายตาลูกค้าบ่อย ๆ ทำให้มีประวัติการขายที่ลูกค้าสามารถเข้ามาดูมาอ่านได้ โดยเฉพาะการรีวิวจากลูกค้าที่ใช้งานจริง นอกจากนี้ด้วยเทรนด์ในการบริโภคเปลี่ยนไป การนำเสนอคอนเทนต์ที่เป็นการอธิบายสินค้าแบบตรง ๆ ก็ได้รับความสนใจไม่น้อยเช่นกัน
4. ยิงโฆษณษาผ่านโซเชียลมีเดีย
บ่อยครั้งที่การขายของออนไลน์ในช่วงแรกเป็นเรื่องน่าปวดหัว เพราะไม่มีใครเห็นร้าน เมื่อไม่เห็นร้านยอดขายก็น้อยลง การจะพาร้านไปอยู่ในจุดที่ลูกค้าสามารถเห็นได้มากขึ้นอีกวิธีคือการลงทุนยิงโฆษณาผ่านโซเชียล เช่น Facebook, Instagram, Youtube, TikTok, Google Ad ฯลฯ ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานอยู่ในแพลตฟอร์มใด หรือเต้องการข้าถึงกลุ่มลูกค้ากลุ่มใดมากกว่ากัน

5. สร้างช่องทางการชำระเงินที่สะดวกสบาย
นอกเหนือจากเรื่องกลยุทธ์ทางการตลาดหรือการเลือกสินค้าเข้ามาขายแล้ว เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าครั้งแรกแล้ว ส่วนหนึ่งมักจะติดปัญหาเรื่องวิธีการชำระเงิน หรือหากเป็นสินค้าราคาแพง หากมีแค่วิธีการชำระเต็มจำนวนเท่านั้น ก็จะทำให้เข้าถึงลูกค้าน้อยลง หรือหากขายสินค้ามาสักระยะลองเก็บข้อมูลดูว่า ลูกค้าที่ทักเข้ามาถามเรื่องการจ่ายเงินมากน้อยแค่ไหน และปิดออเดอร์ไม่ได้กี่ราย สามารถแก้ไขได้ด้วยการเพิ่มความสะดวกในการชำระเงิน ทั้งการอำนวยความสะดวกทั่วไป ไปจนถึงการเพิ่มวิธีการชำระเงินแบบใหม่ ๆ เช่น ทำภาพ QR Code แยกเพื่อให้ลูกค้าเซฟไปจ่ายได้ มีบริการเก็บเงินปลายทาง มีวิธีผ่อนชำระสินค้า ฯลฯ
อ่านต่อ: 5 กลยุทธ์การตั้งราคาพิชิตใจลูกค้า! พร้อมตัวอย่างการปรับใช้
6. ภาพดี คอนเทนต์โดน ลูกค้าก็พร้อมซื้อ
บนโลกของการขายออนไลน์ภาพสินค้า คือสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็นก่อนจะตัดสินใจคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติม หรือเลื่อนผ่านไปเลย เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้สินค้าสะดุดตา จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับภาพถ่ายให้มากที่สุด ควรถ่ายสินค้าให้คมชัด สีไม่เพี้ยน ใช้แสงธรรมชาติหรือจัดแสงสวย ๆ และถ้าอยากให้ดูโปรยิ่งขึ้น ควรถ่ายภาพแนวไลฟ์สไตล์ที่แสดงให้เห็นว่าสินค้านั้นใช้งานจริงยังไง เช่น ถ่ายเสื้อผ้าตอนใส่ ถ่ายแก้วตอนเทน้ำ หรือถ่ายกระเป๋าตอนถือใช้งาน
นอกจากภาพแล้ว คอนเทนต์ก็ต้องปังด้วยเช่นกัน เขียนแคปชันให้มีพลังชวนคลิก อ่านแล้วอยากซื้อ เช่น “ของหมดไว! รีบสั่งก่อนพรีออเดอร์รอบหน้า” หรือ “ฮอตใน TikTok! ใส่แล้วหุ่นดีจนเพื่อนทัก” พร้อมสรุปคุณสมบัติของสินค้าให้กระชับในรูปแบบ Bullet Point เช่น ขนาด วัสดุ วิธีใช้ หรือข้อเด่นที่ลูกค้าควรรู้ ยิ่งไปกว่านั้น หากต้องการเพิ่มความโดดเด่นเหนือคู่แข่ง ลองทำวิดีโอสั้นแบบรีวิวหรือ Unboxing แล้วโพสต์ลง TikTok หรือ Reels ก็สามารถเพิ่มการเข้าถึงและยอดขายได้ดีมากเช่นกัน
อ่านต่อ
- ขายของออนไลน์ต้องดู! แชร์เทคนิค วิธีถ่ายรูปสินค้าให้สวย
- เขียนแคปชันขายของยังไงให้โดน! แจกเทคนิคที่ร้านค้าออนไลน์ใช้ได้จริง
7. รีวิวจริง สร้างยอดขายได้จริง
รีวิวจากลูกค้าคืออีกหนึ่งสิ่งที่ทรงพลังอย่างมากบนโลกออนไลน์ เพราะไม่ใช่แค่คำโฆษณาจากร้านค้าเท่านั้นที่ลูกค้าใช้ตัดสินใจ แต่เสียงจากคนซื้อจริงคือสิ่งที่สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้นให้ลูกค้ารายใหม่ตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น พ่อค้าแม่ค้าสามารถเริ่มจากการตั้งระบบอัตโนมัติ เพื่อส่งข้อความขอรีวิวหลังจากลูกค้าได้รับสินค้า หรือโปรพิเศษ เช่น ส่วนลดสำหรับการซื้อครั้งถัดไป เมื่อลูกค้าให้รีวิวครบ 5 ดาวพร้อมแนบรูปภาพ เพื่อเป็นแรงจูงใจในการรีวิวมากขึ้น จากนั้นให้นำรีวิวเด่น ๆ มาโชว์ในจุดที่ลูกค้าเห็นง่าย ไม่ว่าจะเป็นหน้าสินค้า หน้าเพจ หรือ Stories และอย่าลืมว่ารีวิวที่เป็นภาพหรือวิดีโอจะยิ่งน่าเชื่อถือมากกว่าแบบข้อความธรรมดา ดังนั้นการตัดต่อคลิปรีวิวแล้วนำไปลง TikTok หรือ IG Reel ก็จะช่วยดันยอดขายให้เติบโตได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องพึ่งงบโฆษณาอีกด้วย

8. โปรต้องโดน และต้องลดให้ถูกจังหวะ
โปรโมชั่นที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องของราคาถูก แต่คือการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าอยากกดสั่งซื้อทันที โดยเฉพาะในช่วงที่การแข่งขันสูง การจัดโปรในจังหวะที่เหมาะสม เช่น เทศกาลช้อปปิ้ง 6.6, 9.9, 11.11 หรือปลายเดือน ช่วงเงินเดือนออก หรือแม้แต่การจัดโปรกลางเดือน จะช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ โปรที่มีเงื่อนไข อย่างเช่น ซื้อครบ 500 บาท ลด 100 บาท หรือส่งฟรีเมื่อซื้อครบ 3 ชิ้น ยังทำให้ลูกค้าเต็มใจซื้อเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้ความคุ้มค่า อีกเทคนิคหนึ่งคือจัด Flash Sale ในช่วงเวลาที่มีคนออนไลน์เยอะ เช่น ช่วงเย็นหรือก่อนนอน และถ้าอยากกระตุ้นการตัดสินใจให้เร็วขึ้น ลองแจกของแถมเฉพาะวันพิเศษหรือจำกัดจำนวน เช่น “แถมฟรี! สำหรับ 50 ออเดอร์แรกเท่านั้น” ก็สามารถเร่งยอดขายได้ดีด้วยเหมือนกัน
อ่านต่อ: แชร์ไอเดีย จัดโปรโมชั่นร้านค้าออนไลน์ กลยุทธ์กระตุ้นยอดขายให้ปัง!
9. สร้างแบรนด์ให้ลูกค้าจดจำ ตั้งแต่โทนร้านจนถึงประสบการณ์การซื้อ

การขายของออนไลน์ทุกวันนี้ไม่ได้แข่งกันแค่ “ราคา” แต่แข่งกันที่ “ตัวตนของร้าน” ด้วย ร้านที่มีภาพจำชัดเจน เช่น โทนสี โลโก้ เสียงในการสื่อสาร หรือสไตล์คอนเทนต์ที่คงเส้นคงวา มักทำให้ลูกค้าจดจำได้ง่ายกว่าร้านทั่วไป
ยกตัวอย่างเช่น ร้านขนมที่ใช้โทนอบอุ่นและถ่ายภาพแนวไลฟ์สไตล์ หรือร้านแฟชั่นที่เน้นสไตล์มินิมอลดูสบายตา เมื่อลูกค้าเห็นคอนเทนต์ของคุณซ้ำๆ ก็จะจำได้โดยไม่ต้องเห็นชื่อร้านเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นก็คือพลังของแบรนด์
ซึ่งจริงๆ แล้วการสร้างแบรนด์ในขั้นพื้นฐานไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด แค่เริ่มจากความเป็นตัวเอง เช่น จุดยืนของร้าน สไตล์ภาพที่อยากให้คนจำ หรือโทนการตอบลูกค้าที่อบอุ่นและเป็นมิตร เมื่อร้านสื่อสารให้เป็นแนวเดียวกันทั้ง Facebook, TikTok, Marketplace อื่นๆ และแพ็กสินค้าก็ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าร้านนี้ใส่ใจ ต่างก็ส่งผลดีต่อความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสปิดการขายแบบไม่ต้องลดราคาแรงๆ อีกด้วย
10. เข้าใจเส้นทางการตัดสินใจของลูกค้า (Customer Journey) แล้วตอบโจทย์ทุกจุดให้ครบ
ร้านค้าออนไลน์หลายร้านโฟกัสแค่ตอน ปิดการขาย แต่ลืมว่ากว่าลูกค้าจะตัดสินใจซื้อ พวกเขาต้องผ่านหลายขั้นตอนมาก ทั้งเห็นโพสต์ครั้งแรก กดไลก์ เข้าไปดูเพจ ดูรีวิว เสิร์ชชื่อร้าน หรือไปเทียบราคากับคู่แข่ง ซึ่งถ้าร้านคุณ ตอบโจทย์ทุกขั้นตอน ได้ครบ ก็จะเพิ่มโอกาสที่ลูกค้าตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้นแบบเห็นผล
ตัวอย่างเช่น ถ้าลูกค้าเพิ่งเห็นร้านครั้งแรก สิ่งที่เขาต้องการคือ ข้อมูลเบื้องต้นแบบเข้าใจง่าย เช่น วิดีโอแนะนำสินค้า 10–15 วินาที แต่ถ้าเขาเริ่มสนใจ สิ่งที่ช่วยเขาตัดสินใจคือ รีวิวจริง หรือ ข้อดีข้อด้อยของสินค้า และเมื่อเขาใกล้ตัดสินใจ ความรวดเร็วในการตอบแชท และคำแนะนำที่ชัดเจน จะช่วยปิดการขายได้ทันที ร้านที่เข้าใจ Customer Journey สามารถผลิตคอนเทนต์และวางกลยุทธ์ได้ตรงจุด ก็ยิ่งส่งผลให้ยอดขายโตได้อย่างยั่งยืน
11. ทำสินค้าให้ “น่าซื้อขึ้น” ด้วยการเพิ่มมูลค่า (Value-added Product) โดยไม่ต้องลดราคา
ในตลาดออนไลน์ที่การแข่งขันดุเดือด ร้านค้าไม่จำเป็นต้องลดราคาตลอดเวลาเพื่อให้ขายได้เสมอไป วิธีที่ได้ผลและยั่งยืนกว่าคือการเพิ่มมูลค่า ให้กับสินค้า เช่น การห่อของให้สวยขึ้น เพิ่มถุงผ้า ของแถมเล็กๆ คู่มือใช้งาน หรือการบอกวิธีดูแลสินค้าที่ร้านอื่นไม่เคยบอก สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้มากกว่าในราคาเท่ากัน ทำให้สินค้าดูคุ้มค่าและน่าซื้อกว่าอย่างเห็นได้ชัดยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ร้านเครื่องสำอางที่แถม คู่มือโทนสี หรือร้านอาหารที่แถมสูตรทำเมนูพิเศษ ด้วยวัตถุดิบที่ซื้อไป หรือร้านแฟชั่นที่แถม การ์ดวิธีซัก–ดูแลเนื้อผ้า ทั้งหมดนี้ช่วยให้ลูกค้ารู้สึกถึงความใส่ใจและความเป็นมืออาชีพ ซึ่งส่งผลดีต่อการรีวิว ความประทับใจ และโอกาสที่ลูกค้าจะกลับมาซื้อซ้ำโดยไม่ต้องรอโปรลดราคาเลย
12. หลังบ้านดี ธุรกิจก็เติบโตได้แบบไม่สะดุด
หลายคนโฟกัสแค่หน้าร้านให้ดูดี แต่ลืมว่า “ระบบหลังบ้าน” ที่ดีคือหัวใจสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อยอดขายเริ่มเติบโตขึ้น จำนวนออเดอร์ที่เข้ามาก็เพิ่มตามเป็นเงาตามตัว ปัญหาที่เจ้าของร้านจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญคือการจัดการหลังบ้านที่ไม่ทันหรือไม่มีระบบรองรับที่ดีพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรวมออเดอร์จากหลายช่องทาง การอัปเดตสต๊อกสินค้าแบบเรียลไทม์ หรือแม้แต่การแพ็คและจัดส่งที่ต้องใช้เวลาและแรงงานมากกว่าที่เคย หากยังใช้วิธีจดมือ เช็กออเดอร์ข้ามแพลตฟอร์ม หรือแพ็คของกันเองแบบวันต่อวัน ก็อาจส่งผลให้การดำเนินงานติดขัด และเสียโอกาสทางธุรกิจโดยไม่รู้ตัว
การมีระบบหลังบ้านที่ดี ไม่ว่าจะเป็นการใช้เครื่องมือจัดการร้านค้าออนไลน์ หรือเลือกใช้บริการ Fulfillment ที่ช่วยดูแลขั้นตอนต่าง ๆ ตั้งแต่รับของ จัดเก็บ แพ็ค ไปจนถึงส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้า ล้วนช่วยให้เจ้าของร้านไม่ต้องแบกรับภาระทุกอย่างไว้คนเดียว ระบบที่ดีจะทำให้คุณเห็นภาพรวมของธุรกิจได้ชัดเจนขึ้น ประหยัดเวลาในการทำงาน และสามารถขยายธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่สะดุด
อ่านต่อ: 12 สัญญาณที่ร้านค้าออนไลน์ควรใช้ Fulfillment Service เพื่อเพิ่มยอดขาย

การขายของออนไลน์ให้มีคนซื้อ ไม่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ซับซ้อนหรือใช้งบประมาณสูงเสมอไป หลายครั้งแค่ปรับวิธีคิด หรือเปลี่ยนรายละเอียดเล็ก ๆ ในขั้นตอนเดิม ๆ ก็สามารถสร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เทคนิคต่าง ๆ ที่คุณได้อ่านไปล้วนเป็นสิ่งที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงกับร้านค้าทุกขนาด อย่ารอให้พร้อมทุกอย่างแล้วค่อยเริ่ม ลองหยิบหนึ่งเทคนิคไปทดลองใช้ในร้านของคุณ แล้วค่อย ๆ พัฒนาไปทีละขั้น เพราะบางครั้งแค่เริ่มลงมือทำ ยอดขายก็อาจเปลี่ยนได้เร็วกว่าที่คิด
และเมื่อถึงจุดที่ร้านเริ่มโตจนจัดการเองไม่ไหว หรืออยากโฟกัสกับการตลาดมากกว่าการแพ็คของ การมีผู้ช่วยที่ไว้ใจได้ก็เป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้คุณเดินหน้าได้คล่องตัวขึ้น Carry Fulfillment พร้อมช่วยดูแลธุรกิจของคุณตั้งแต่ต้นจนจบ ทั้งจัดเก็บ แพ็ค และส่งสินค้าให้คุณอย่างมีประสิทธิภาพ เรามีระบบหลังบ้านที่สามารถเชื่อมต่อ API เข้ากับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ทําให้ร้านค้า ประหยัดเวลาในการจัดการออเดอร์ได้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นหลักพันหรือหมื่นออเดอร์ เราพร้อมให้บริการที่ครบวงจร ช่วยให้ธุรกิจของคุณดำเนินไปอย่างราบรื่น ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของเราได้ที่นี่เลยครับ!
