what is sla service level agreement

ในโลกธุรกิจทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์หรือบริษัทที่ทำ B2B ความเร็ว ความเป๊ะ และความเสถียรในการให้บริการกลายเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ลูกค้าสั่งของวันนี้ อยากได้พรุ่งนี้ ระบบล่มแป๊บเดียวก็มีคนบ่น ใครที่ดูแลด้านบริการต้องรู้จักวิธีวางมาตรฐานให้ชัดเจนที่สุด

หนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ช่วยจัดการเรื่องนี้ก็คือ SLA คำที่หลายคนอาจเคยได้ยิน แต่ไม่แน่ใจว่าจริง ๆ แล้ว SLA คืออะไร ใช้ทำอะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับร้านค้าของตัวเองหรือไม่ 

วันนี้ Carry Fulfillment จะพาไปไปรู้จักกับ SLA แบบเข้าใจง่าย พร้อมสรุปตัวชี้วัดหลักจาก Shopee, Lazada และ TikTok Shop ที่พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต้องรู้ รวมถึงเทคนิคจัดการร้านให้เป๊ะตามเกณฑ์ ไม่หลุด SLA และไม่เสียโอกาสทางธุรกิจ ถ้าพร้อมแล้ว ตามไปดูกันเลยครับ 


SLA คืออะไร?

sla concept

ถ้าใครเคยทำธุรกิจที่ต้องมีการให้บริการลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นขายของออนไลน์ ให้บริการระบบ หรือทำงานกับลูกค้าองค์กร น่าจะเคยได้ยินคำว่า SLA กันมาบ้างแน่ ๆ

SLA ย่อมาจาก Service Level Agreement หรือแปลให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ ข้อตกลงเรื่องระดับการให้บริการ ระหว่าง ผู้ให้บริการ กับ ลูกค้า พูดง่าย ๆ มันคือ ข้อตกลงร่วมกันว่า บริการที่ให้ จะต้องดีแค่ไหน เร็วแค่ไหน และอยู่ในเงื่อนไขยังไง จะทำเป็นสัญญาทางการ มีผลทางกฎหมาย หรือจะตกลงกันแบบไม่เป็นทางการก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละธุรกิจตกลงกันไว้ยังไง

ในข้อตกลง SLA มีอะไรอยู่บ้าง?

โดยทั่วไปแล้ว SLA จะระบุรายละเอียดสำคัญ ๆ เช่น 

  • บริการครอบคลุมอะไรบ้าง และมีข้อจำกัดอะไรไหม
  • ระยะเวลาในการให้บริการ เช่น ตอบแชทในกี่นาที ส่งของในกี่วัน
  • เงื่อนไขการยกเลิกข้อตกลง
  • วิธีติดตามและวัดผล เพื่อให้มั่นใจว่าทั้งสองฝ่ายทำตามที่ตกลงกัน

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้การทำงานราบรื่น และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต เช่น เข้าใจไม่ตรงกัน บริการไม่ได้คุณภาพ หรือลูกค้าไม่พอใจ

ธุรกิจแบบไหนที่นิยมใช้ SLA?

หลายคนอาจจะนึกว่า SLA มีแค่ในบริษัทใหญ่ ๆ แต่จริง ๆ แล้ว ธุรกิจหลายประเภทก็เริ่มใช้ SLA เพื่อสร้างมาตรฐานบริการ เช่น

  • ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ที่ต้องคุมคุณภาพสัญญาณให้เสถียร
  • ธุรกิจ E-commerce ที่ต้องแพ็คของเร็ว ส่งตรงเวลา
  • ผู้ให้บริการ Cloud หรือซอฟต์แวร์ ที่ต้องให้ระบบออนไลน์ได้ตลอดเวลา
  • ฝ่ายบริการลูกค้าออนไลน์ ที่ต้องตอบแชทหรืออีเมลภายในเวลาที่กำหนด

ถ้าธุรกิจของคุณเริ่มมีลูกค้าเยอะขึ้น หรือเริ่มขยายการทำงานกับพาร์ตเนอร์หลายฝ่าย การมี SLA จะช่วยให้ทุกอย่างชัดเจนขึ้นเยอะ ทั้งในแง่ของงาน ความรับผิดชอบ และความพอใจของลูกค้า

ขายของออนไลน์ต้องรู้! 3 ตัวชี้วัด SLA ของแต่ละ E-Marketplace

sla on ecommerce

ถ้าคุณขายของบน E-Marketplace ยอดนิยมอย่าง Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop คงรู้ดีว่าการรักษา คุณภาพร้านค้า ไม่ใช่แค่เรื่องยอดขาย แต่ต้องดูที่ตัวชี้วัด SLA หรือระดับการให้บริการด้วย ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มจะมีเกณฑ์ที่ใกล้เคียงกัน และส่งผลต่อการจัดอันดับร้าน การได้สิทธิพิเศษ รวมถึงความน่าเชื่อถือของร้านในสายตาลูกค้า

ตัวชี้วัดหลัก ๆ ที่พ่อค้าแม่ค้าควรรู้มีอยู่ 3 ตัว ดังนี้

1. อัตราการจัดส่งเร็ว

happy woman taking package from courier

แพลตฟอร์มจะวัดว่าคุณสามารถจัดส่งสินค้าให้ทันเวลาที่กำหนดไว้หรือเปล่า เช่น ถ้าระบุไว้ว่า จัดส่งภายใน 2 วัน ระบบจะนับว่าออเดอร์ไหนบ้างที่คุณสามารถส่งออกภายในช่วงเวลานั้นได้ ยิ่งจัดส่งเร็ว ก็ยิ่งดีต่อคะแนนร้านค้าและมีโอกาสได้เข้าร่วมแคมเปญมากขึ้น ซึ่งแต่ละเจ้าก็มีระบบวัดผลที่ต่างกันไป ดังนี้

Shopee Fast Handover Rate (FHR)

Shopee มีการกำหนดว่า ร้านค้าควรมีอัตราการส่งของเร็วไม่ต่ำกว่า 80% โดยจะดูย้อนหลัง 30 วัน ว่าคุณส่งของถึงขนส่งได้เร็วแค่ไหนตามเวลาที่ระบบกำหนด ซึ่งแบ่งเป็น 2 แบบ:

  • ถ้าออเดอร์ถูกยืนยัน ก่อนเที่ยง (12.00 น.) ต้องส่งของให้ขนส่งภายในวันนั้นเลย (ภายใน 23.59 น.)
  • ถ้าออเดอร์ยืนยัน หลังเที่ยง จะมีเวลาเพิ่มอีก 1 วันในการส่งของให้ทันกำหนด

Lazada Fast Fulfilment Rate (FFR)

Lazada ก็ใช้เกณฑ์คล้ายกัน โดยร้านค้าต้องทำให้คะแนนส่งของเร็วได้มากกว่า 80% เช่นกัน ซึ่งหลักการคือ:

  • หลังจากลูกค้าชำระเงินแล้ว ร้านค้าควรเตรียมของให้พร้อมส่ง ให้ออเดอร์อยู่ในสถานะ RTS หรือ Ready to Ship ภายใน 24 ชม.
  • และต้องส่งให้ถึงขนส่งภายในไม่เกิน 48 ชม.หลังจากรับออเดอร์

TikTok Shop – Fast Dispatch Rate (FDR)

TikTok Shop จะใช้เกณฑ์เข้มขึ้นนิดหน่อย โดยตั้งไว้ที่ 85% และนับเฉพาะออเดอร์ที่จัดส่งถึงมือลูกค้าได้ไวตามช่วงเวลานี้:

  • ถ้าออเดอร์เข้ามาก่อน เที่ยงวัน (12.00 น.) ต้องส่งของให้ขนส่งรับภายในวันนั้นเลย (ก่อนเที่ยงคืน)
  • ถ้าออเดอร์มาหลังเที่ยง ก็จะมีเวลาอีก 1 วันทำการในการส่งของให้ทัน

2. อัตราการจัดส่งล่าช้า

loading packages to truck

ถ้าส่งของเลยจากกำหนด ไม่ว่าจะเพราะลืมแพ็ค ติดวันหยุด หรือระบบมีปัญหา ออเดอร์นั้นจะถูกนับว่า ล่าช้า ซึ่งส่งผลเสียต่อคะแนนของร้าน หากปล่อยให้สะสมบ่อย ๆ อาจถูกลดระดับร้าน หรือพลาดโอกาสเข้าร่วมโปรโมชันใหญ่ ๆ ของแพลตฟอร์ม ลองมาดูว่าแต่ละแพลตฟอร์มเขาดูยังไงบ้าง

Shopee Late Shipment Rate (LSR)

Shopee จะติดตามออเดอร์ที่ส่งออกช้าโดยใช้ช่วงเวลาย้อนหลัง 7 วันเป็นเกณฑ์ ถ้าร้านค้าส่งพัสดุเกินเวลาที่กำหนดไว้บ่อยเกินไป จนเปอร์เซ็นต์ความล่าช้าเกิน 15% ก็อาจเริ่มมีปัญหา เช่น ถูกตัดสิทธิ์บางแคมเปญ หรือลดอันดับร้านค้า ที่สำคัญคืออาจโดนหัก “คะแนนความประพฤติร้านค้า” ซึ่งส่งผลในระยะยาวด้วย

TikTok Shop Late Dispatch Rate (LDR)

สำหรับ TikTok Shop จะเน้นดูว่าร้านอัปเดตสถานะจัดส่งทันหรือเปล่า โดยให้เวลา 1 วันทำการหลังจากมีออเดอร์เข้ามา ถ้าไม่อัปเดตว่า “จัดส่งแล้ว” ภายในเวลาที่กำหนด (ก่อนเที่ยงคืนของวันทำการถัดไป) ระบบจะนับว่าเป็นการจัดส่งล่าช้า และเพื่อให้ร้านค้าคุณภาพอยู่ในเกณฑ์ดี TikTok ได้มีข้อกำหนดว่าร้านค้าต้องรักษาอัตราความล่าช้าให้น้อยกว่า 10% ในช่วง 7 วันที่ผ่านมา

Lazada

แม้ว่า Lazada จะไม่ได้ระบุอัตราการจัดส่งล่าช้าแบบตรง ๆ แต่ก็ใช้ตัวชี้วัดอีกตัวหนึ่งอย่าง Fast Fulfilment Rate (FFR) ที่เราได้ทำความรู้จักกันไป ในการประเมินความเร็วโดยรวมของร้านค้า ถ้าจัดการออเดอร์ไม่ทัน หรือส่งช้าบ่อย ๆ ก็จะส่งผลให้คะแนน FFR ตก ซึ่งอาจกระทบต่อโอกาสเข้าร่วมโปรโมชันหรือแคมเปญพิเศษของแพลตฟอร์มได้เช่นกัน

3. อัตราการจัดส่งไม่สำเร็จ

business owner having problems with his startup company upset entrepreneur feeling stressed worried

ตัวนี้สำคัญมาก เพราะแพลตฟอร์มจะดูว่าคุณมีออเดอร์ที่ส่งไม่ถึงมือลูกค้ากี่เปอร์เซ็นต์ ไม่ว่าจะเพราะที่อยู่ผิด ลูกค้าไม่รับของ หรือระบบขนส่งล้มเหลว การมีอัตราจัดส่งไม่สำเร็จสูง อาจถูกมองว่าให้บริการไม่เสถียร และแพลตฟอร์มอาจพิจารณาจำกัดสิทธิ์บางอย่างของร้านได้ ลองมาดูกันว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีวิธีวัดอัตราการจัดส่งไม่สำเร็จยังไงบ้าง

Shopee Non-Fulfilment Rate (NFR)

สำหรับ Shopee จะวัดจากเปอร์เซ็นต์ของออเดอร์ที่ไม่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเพราะยกเลิก หรือขอคืนเงิน โดยนับเฉพาะออเดอร์ที่เกิดขึ้นในช่วง 7 วันย้อนหลังเท่านั้น โดยข้อกำหนดที่ Shopee ตั้งไว้คือ ต้องมีอัตรายกเลิกไม่เกิน 10%  ถ้ามีออเดอร์ที่หลุดบ่อย ๆ Shopee อาจเริ่มจำกัดสิทธิ์ร้าน หรือให้คะแนนประพฤติที่ส่งผลต่อการมองเห็นและเข้าร่วมแคมเปญต่าง ๆ ได้เลย

Lazada – Cancellation Rate (CR%)

Lazada จะโฟกัสเรื่องการยกเลิกคำสั่งซื้อเป็นหลักโดยระบบจะคำนวณจากจำนวนออเดอร์ทั้งหมดในช่วง 28 วันย้อนหลัง แล้วเทียบกับจำนวนคำสั่งซื้อที่ถูกยกเลิก หากร้านยกเลิกเยอะเกินไปจนเกิน 5% ก็อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพร้านได้ทันที เช่น

  • ระบบอาจจำกัดจำนวนออเดอร์ต่อวัน
  • ถ้าเป็นช่วงแคมเปญใหญ่ แล้วอัตรายกเลิกพุ่งไปถึง 10% อาจถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมแคมเปญนั้นทันที

พูดง่าย ๆ คือ ถ้าอยากให้ร้านมียอดขายโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงโปรแรง ๆ ต้องพยายามลดการยกเลิกให้น้อยที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่ว่าจะด้วยการสต็อกสินค้าให้พร้อม ตรวจสอบระบบสั่งซื้อให้เป๊ะ หรือแพ็คของให้เรียบร้อยทุกครั้งก่อนส่ง

TikTok Shop Seller-Fault Cancellation Rate (SFCR)

ฝั่ง TikTok Shop จะมีระบบค่อนข้างละเอียด โดยจะดูว่า คำสั่งซื้อที่ถูกยกเลิก มีสาเหตุมาจากฝั่งร้านค้าหรือไม่ และวัดจากออเดอร์ในช่วง 7 วันล่าสุด โดยมีเป้าหมายคือ ต้องรักษาอัตรายกเลิกฝั่งผู้ขายไม่ให้เกิน 10% หากเกินเกณฑ์นี้ ร้านจะได้รับคะแนนการละเมิด ซึ่งมีผลต่อสถานะร้านในระบบ TikTok โดย

  • ถ้าเกิน 10% และมียอดยกเลิกมากกว่า 30 ออเดอร์ = โดน 4 คะแนน
  • ถ้าเกิน 10% แต่น้อยกว่า 30 ออเดอร์ = โดน 2 คะแนน

คะแนนการละเมิดเหล่านี้ TikTok ใช้พิจารณาการลงโทษอย่างต่อเนื่อง เช่น จำกัดฟีเจอร์ร้านค้า ลดการมองเห็น หรือในบางกรณีที่ร้ายแรง ร้านอาจโดนปิดได้เลย

สรุปง่าย ๆ: ถ้าคุณอยากเป็นร้านค้าที่เติบโตแบบยั่งยืนบน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop อย่ามองแค่ยอดขายรายวัน ให้ใส่ใจ SLA เหล่านี้ด้วย เพราะมันคือตัววัดคุณภาพหลังบ้าน ที่ทั้งระบบและลูกค้าให้ความสำคัญไม่แพ้กันเลยครับ


ทำยังไงให้ไม่หลุดเกณฑ์ SLA? เคล็ด(ไม่)ลับสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์

ตอนนี้เราก็รู้กันแล้วนะครับว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีเกณฑ์ SLA คอยจับตาเราอยู่ตลอด ทั้งเรื่องความเร็วในการจัดส่ง การยกเลิกออเดอร์ หรือการส่งของไม่สำเร็จ แต่ไม่ต้องเครียดไปครับ เพราะจริง ๆ แล้ว ถ้ารู้วิธีตั้งแต่ต้น ก็รับมือได้ไม่ยาก มาดูเทคนิคดูแลร้านให้ตรงเกณฑ์ SLA แบบง่าย ๆ ทำตามได้เลย ไม่ว่าจะขายบน Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop กันครับ!

1. เช็กออเดอร์ให้เร็ว อย่าปล่อยค้างในระบบ

ทันทีที่มีคำสั่งซื้อเข้ามา พยายามเปิดดูและเริ่มจัดการให้เร็วที่สุด ยิ่งปล่อยไว้นาน ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการส่งไม่ทัน หรือหลุดเวลาอัปเดตที่แพลตฟอร์มกำหนดไว้ การเช็กออเดอร์ให้สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเช้า สาย บ่าย หรือเย็น จะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ามีเวลาวางแผนการแพ็คและจัดส่งได้แบบไม่เร่ง และลดโอกาสพลาดเรื่องการส่งล่าช้าหรือสถานะไม่อัปเดตได้อย่างมาก

2. บริหารสต็อกให้ดี ของต้องพร้อมก่อนเปิดขาย

ปัญหายอดฮิตที่ทำให้ร้านต้องยกเลิกออเดอร์คือ ของหมดแต่ยังเปิดขายอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อเกณฑ์ SLA ทางที่ดีควรวางแผนสต็อกให้ดี มีของพร้อมส่งอยู่เสมอ โดยเฉพาะสินค้าขายดี และหมั่นอัปเดตสต็อกในระบบให้ตรงของจริง เพื่อลดโอกาสที่ลูกค้าจะสั่งของแล้วต้องมานั่งรอยกเลิกหรือขอคืนเงินเพราะส่งไม่ได้ตามที่สั่ง

อ่านต่อ: วิธีจัดการสต๊อกสินค้าออนไลน์ ให้ยอดขายพุ่ง ขายได้ ไม่มีสะดุด 

3. ส่งของแล้ว อย่าลืมอัปเดตสถานะในระบบ

แค่จัดส่งของไปอย่างเดียวไม่พอ ต้องอัปเดตสถานะในระบบให้ตรงเวลาด้วย เพราะแพลตฟอร์มจะดูจาก ข้อมูลในระบบ ถ้าส่งแล้วแต่ไม่กดอัปเดต ระบบก็จะมองว่าคุณจัดส่งล่าช้าอยู่ดี ดังนั้นทุกครั้งที่จัดส่งเสร็จ ให้รีบอัปเดตสถานะทันที เพื่อให้ข้อมูลในระบบตรงกับความเป็นจริง และช่วยให้ร้านของคุณไม่โดนตัดคะแนนแบบไม่รู้ตัว

4. ลดการยกเลิกและจัดส่งไม่สำเร็จให้เหลือน้อยที่สุด

ทุกครั้งที่มีออเดอร์ถูกยกเลิกจากฝั่งร้าน หรือส่งของไม่ถึงมือลูกค้า ระบบจะนับว่าเป็นการให้บริการที่ไม่สำเร็จ และกระทบต่อเกณฑ์ SLA โดยตรง ซึ่งอาจทำให้ร้านคุณพลาดโอกาสร่วมแคมเปญ หรือโดนจำกัดสิทธิ์ต่าง ๆ วิธีป้องกันคือ ตรวจสอบความเรียบร้อยก่อนแพ็คสินค้าเสมอ ตรวจที่อยู่ลูกค้าให้ครบ และอย่าเปิดขายสินค้าที่คุณไม่มีในสต็อกจริง เพื่อให้ทุกออเดอร์จบได้แบบสมบูรณ์และไม่โดนตัดคะแนน

อ่านต่อ:

5. ใช้ Fulfillment Partner ช่วยดูแลหลังบ้าน

ถ้าร้านของคุณเริ่มมีออเดอร์เข้ามาวันละหลายสิบหรือหลายร้อยออเดอร์ การดูแลเองทั้งหมดอาจเริ่มไม่ไหว การใช้บริการ Fulfillment จะช่วยให้คุณจัดการออรเดอร์ได้ง่ายขึ้น เพราะมีทีมงานคอยแพ็คของ ส่งของ และอัปเดตสถานะแทนคุณแบบครบวงจร อีกทั้งบริการ Fulfillment ที่ดีจะมีระบบเชื่อมต่อกับ Shopee, Lazada หรือ TikTok Shop โดยตรง ทำให้ข้อมูลอัปเดตทันเวลา และช่วยรักษาคะแนน SLA ให้คุณได้แบบสบายใจอีกด้วย

อ่านต่อ:

สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่อยากมีระบบหลังบ้านที่จัดการให้ครบ Carry Fulfillment ช่วยคุณได้!

carry fulfillment service

ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่เพิ่งเริ่มขายของออนไลน์ หรือเปิดร้านมาสักพักแล้ว การเข้าใจและจัดการเรื่อง SLA ให้ดี ถือเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ร้านเติบโตได้แบบยั่งยืน เพราะเรื่องเล็ก ๆ อย่างการส่งของไว แพ็คของเป๊ะ หรืออัปเดตสถานะให้ทันเวลา ไม่ได้สำคัญแค่กับระบบของแพลตฟอร์มเท่านั้น แต่ยังเป็นประสบการณ์ที่ลูกค้ารับรู้ได้จริง และมีผลต่อความเชื่อมั่น รวมถึงการกลับมาซื้อซ้ำในอนาคตอีกด้วย

แต่ถ้าธุรกิจของคุณกำลังขยาย และเริ่มมีออเดอร์เข้ามาหลายช่องทาง ไม่ว่าจะจาก Shopee, Lazada, TikTok Shop หรือเว็บไซต์ของคุณเอง แล้วเริ่มรู้สึกว่าจัดการไม่ไหว อย่าเพิ่งเหนื่อยใจครับ Carry Fulfillment พร้อมเป็นผู้ช่วยหลังบ้านให้คุณไม่ต้องวิ่งวุ่นกับเรื่องแพ็คของหรือส่งพัสดุเองทุกวัน เราดูแลให้ครบตั้งแต่จัดเก็บสินค้า แพ็ค จัดส่ง ไปจนถึงเชื่อมระบบ API กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ให้ข้อมูลซิงค์อัตโนมัติแบบไม่ต้องคีย์เอง ประหยัดเวลา ลดข้อผิดพลาด และช่วยให้คุณโฟกัสกับการพัฒนาธุรกิจได้เต็มที่ ไม่ว่าร้านของคุณจะมีหลักสิบ หลักร้อย หรือหลักพันออเดอร์ต่อวัน เราพร้อมช่วยให้ทุกคำสั่งซื้อ เป๊ะตาม SLA สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของเราได้ที่นี่เลยครับ