
การเริ่มต้น ขายของ Shopee ถือเป็นหนึ่งในทางเลือกยอดนิยมของพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ยุคนี้ เพราะเปิดร้านง่าย ใช้แค่เบอร์โทรศัพท์ก็เริ่มขายได้ทันที ไม่ต้องมีเว็บไซต์ ไม่ต้องลงทุนสูง และยังเข้าถึงลูกค้าหลายล้านคนทั่วประเทศผ่านแพลตฟอร์มเดียว
แต่ก่อนจะเริ่มขายจริง หลายคนมักมีคำถามเดียวกันว่า
- ขายของใน Shopee เสียค่าอะไรบ้าง?
- ค่าธรรมเนียมคิดยังไง?
- มือใหม่ควรเริ่มต้นแบบไหนถึงจะไม่พลาด?
วันนี้ Carry Fullfillment จะพาทุกคนไล่เรียงทุกเรื่องที่ร้านค้าออนไลน์ควรรู้ ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการขายของบน Shopee วิธีสมัครเปิดร้าน ไปจนถึงเทคนิคบริหารงานหลังบ้านให้ขายได้ยาว ไม่เหนื่อยเกินจำเป็น โดยเฉพาะร้านที่อยากเติบโตอย่างจริงจังในปีนี้!
ขายของใน Shopee ดียังไง
ก่อนที่จะเปิดร้านขายของใน shopee ต้องมารู้ข้อดีและข้อจำกัดของแพลตฟอร์มกันก่อน
ข้อดีในการขายของใน Shopee
- เปิดร้านง่าย ใช้มือถือเพียงเครื่องเดียวก็สามารถเปิดร้านและขายของบน shopee ได้ เริ่มตั้งแต่เปิดร้าน ถ่ายภาพสินค้า โต้ตอบกับลูกค้า จัดการคำสั่งซื้อจนสินค้าถึงมือลูกค้าได้เลย
- ติดต่อกับผู้ซื้อได้อย่างสะดวก ร้านค้ากับผู้ซื้อสามารถติดต่อกันผ่านระบบแชทของร้านค้าได้ เมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสินค้าผู้ซื้อสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมอย่างสะดวกรวดเร็ว และรู้สึกสบายใจที่จะซื้อสินค้าเมื่อได้คุยกับผู้ขาย
- ไม่ต้องยุ่งยากในการหาลูกค้า เพราะ shopee มีจัดโปรโมชั่นอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผู้ซื้อเข้ามาดูสินค้าอยู่ตลอด แต่ร้านค้าก็ต้องตื่นตัวในการทำให้ร้านน่าสนใจ อัปเดทสินค้าในสต็อกอยู่เสมอ และต้องเข้าร่วมแคปเปญต่าง ๆ กับทาง shopee เพื่อให้ผู้ซื้อเห็นร้านมากขึ้น
- จัดการระบบร้านค้าได้ ง่ายระบบหลังบ้านของ shopee ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ขาย สามารถจัดการคำสั่งซื้อได้อย่างง่ายดาย ตั้งแต่รับออร์เดอร์ ตัดสต็อก จนถึงพิมพ์ใบปะหน้าเพื่อจัดส่ง เป็นการประหยัดเวลาและอำนวยความสะดวกได้อย่างมาก
ตลาด Shopee และโอกาสของร้านค้าออนไลน์ไทย
- ตลาด E-commerce ไทยยังโตต่อเนื่องระดับ 10–15% ต่อปี มูลค่าตลาด e-commerce ไทยทะลุ 1 ล้านล้านบาทต่อปี และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องในช่วงปี 2569 จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ช้อปผ่านมือถือเป็นหลัก
- Shopee ยังเป็น Marketplace อันดับต้น ๆ ของไทย Shopee เป็นแพลตฟอร์มที่ผู้บริโภคไทยใช้ค้นหา เปรียบเทียบราคา และตัดสินใจซื้อสินค้าเป็นประจำ ด้วยจำนวนผู้ใช้งานหลายสิบล้านบัญชีต่อเดือน ทำให้ร้านค้ามีโอกาสเข้าถึงลูกค้าใหม่ได้ง่าย แม้จะเป็นร้านมือใหม่ก็ตาม
- พฤติกรรมผู้ซื้อเปลี่ยนจาก “หาเว็บ” เป็น “ค้นหาในแอป” ลูกค้าจำนวนมากเริ่มต้นการช้อปจากแอป Marketplace โดยตรง ไม่ได้ค้นหาผ่าน Google เหมือนในอดีต ส่งผลให้การขายของ Shopee กลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของหลายธุรกิจออนไลน์
- การแข่งขันสูง แต่ร้านที่มีระบบหลังบ้านดีได้เปรียบกว่า ในแพลตฟอร์มที่มีร้านค้าจำนวนมาก ร้านที่จัดการออเดอร์ได้เร็ว ส่งของตรงเวลา และมีสต็อกแม่นยำ มักได้คะแนนร้านค้า (Shop Rating) และการมองเห็นที่ดีกว่า ซึ่งส่งผลต่อยอดขายในระยะยาวโดยตรง
- Shopee ให้ความสำคัญกับคุณภาพร้านค้า มากกว่าราคาเพียงอย่างเดียว ระบบของ Shopee จะพิจารณาทั้งอัตราการตอบแชท ความเร็วในการจัดส่ง รีวิวจากลูกค้า และอัตราการยกเลิกออเดอร์ ร้านที่ดูแลหลังบ้านดีจึงมีโอกาสถูกดันขึ้นหน้าแรกมากกว่าร้านที่ขายถูกแต่จัดการไม่เป็นระบบ
- กว่า 80% ของผู้ซื้อ Shopee ตัดสินใจจาก “ราคา + ส่งไว + รีวิว” ไม่ใช่แค่ราคาถูกอย่างเดียว แต่ความเร็วในการจัดส่ง และคะแนนรีวิว มีผลอย่างมากต่อการปิดการขาย โดยเฉพาะในหมวดสินค้าที่มีคู่แข่งจำนวนมาก
- ร้านค้าที่จัดส่งภายใน 24 ชั่วโมง มีโอกาสปิดการขายสูงกว่าร้านที่ส่งช้า 20–30% Shopee ให้ความสำคัญกับ SLA การจัดส่ง ร้านที่แพ็กเร็ว ส่งตรงเวลา มักได้คะแนนร้านและการมองเห็นที่ดีกว่าในระบบ
- แคมเปญใหญ่ คือช่วงวัดใจระบบร้านค้า ช่วงแคมเปญอย่าง 9.9, 11.11 หรือ 12.12 ปริมาณออเดอร์สามารถเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ร้านค้าที่ไม่มีระบบจัดการสต็อกและแพ็กของที่ดี มักเจอปัญหาส่งช้า แพ็กผิด หรือโดนยกเลิกออเดอร์ ซึ่งกระทบคะแนนร้านทันที
เทรนด์ปี 2569 ร้านค้า Shopee หันมาใช้ Fulfillment Service มากขึ้น ร้านค้าที่ต้องการเติบโตอย่างจริงจัง เริ่มเลือกใช้บริการ Fulfillment เพื่อช่วยดูแลคลังสินค้า การแพ็ก และการจัดส่ง ทำให้ร้านสามารถโฟกัสกับการทำการตลาด เพิ่มยอดขาย และเข้าร่วมแคมเปญได้เต็มที่โดยไม่ต้องกังวลเรื่องหลังบ้าน
ข้อจำกัดในการขายของใน Shopee
เมื่อรู้ข้อดีของการเปิดร้านขายของใน shopee แล้วก็มาดูข้อจำกัดกันบ้าง
- คู่แข่งเยอะ ใคร ๆ ก็สนใจเปิดร้านใน shopee ทำให้ร้านค้ามีคู่แข่งจำนวนมาก ดังนั้นร้านค้าจึงต้องหาสินค้าที่แตกต่าง หรือจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อดึงดูดให้ลูกค้าเลือกซื้อของจากร้านของเราแทนที่จะซื้อจากคู่แข่ง
- ลูกค้าต้องการโปรโมชั่น เนื่องจาก shopee จัดแคมเปญส่วนลดอยู่ตลอด ดังนั้นร้านค้าที่เข้าร่วมโปรโมชั่นต่าง ๆ ก็ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ ทำให้เราต้องมีส่วนลดหรือโปรโมชั่นอื่น ๆ ให้กับลูกค้าอยู่ตลอด จึงไม่สามารถขายของในราคาที่สูงมากได้ ยกเว้นว่าสินค้าของเราเป็นสินค้าที่แตกต่างจากท้องตลาด
- ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้ shopee ร้านค้าต้องการค่าธรรมเนียมการขาย หรือ คอมมิชชั่น และค่าธรรมเนียมการจ่ายเงินให้กับ shopee ซึ่งต้องอย่าลืมคำนวณต้นทุนเผื่อไว้เมื่อตั้งราคาขาย และถ้าเข้าร่วมโปรโมชั่นหรือแคมเปญ เช่น flash sale กับทาง shopee มีค่าธรรมเนียมที่ต้องจ่ายเพิ่มอีก ดังนั้นเมื่อตั้งราคาต้องเอาต้นทุนส่วนนี้ไปคำนวณด้วย

ขายของใน shopee เสียค่าอะไรบ้าง
เมื่อขายของใน Shopee สิ่งที่ร้านค้าต้องคำนวณให้รอบคอบคือ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ที่ Shopee เรียกเก็บ ซึ่งล่าสุดในปี 2568 Shopee มีการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมใหม่ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่
1. ค่าธรรมเนียมการขาย (Sale Transaction Fee)
ค่าธรรมเนียมการขายจะคิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากราคาสินค้า และมีอัตราแตกต่างกันตามประเภทผู้ขาย หมวดหมู่ของสิ้นค้า รวมถึงการเข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรีหรือโปรโมชันของ Shopee ด้วย
- สำหรับร้านที่เข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรี / ส่งฟรี + ส่วนลด Xtra
- Mall Sellers (ร้านค้า Mall): 5.35% – 10.70% (รวม VAT)
- Non-Mall Sellers (ร้านค้าทั่วไป): 5.35% – 8.56% (รวม VAT)
- สำหรับร้านที่ไม่ได้เข้าร่วมโปรแกรมส่งฟรี / ส่งฟรี + ส่วนลด Xtra
- Mall Sellers (ร้านค้า Mall): 5.35% – 13.91% (รวม VAT)
- Non-Mall Sellers (ร้านค้าทั่วไป): 5.35% – 11.77% (รวม VAT)
สามารถเช็กรายละเอียดของค่าธรรมเนียมของแต่ละหมวดหมู่สินค้าเพิ่มเติม ได้ที่ทางเว็บไซต์ของ Shopee เลย
2. ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม (Platform Infrastructure Fee)
ตั้งแต่ 15 กันยายน 2568 เป็นต้นไป Shopee เริ่มเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ที่เรียกว่า ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม
- อัตราค่าธรรมเนียม: 1.07 บาทต่อคำสั่งซื้อ (รวม VAT 7%)
- เก็บจากทุกคำสั่งซื้อที่มีสถานะ “สำเร็จแล้ว”
- Shopee จะหักอัตโนมัติและโอนเข้า Seller Balance ของร้านค้า
ค่าธรรมเนียมนี้จัดเก็บเพื่อพัฒนาระบบหลังบ้านของ Shopee ให้ดียิ่งขึ้น เช่น ระบบ Seller Centre, ระบบ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล, และการอัปเกรดฟีเจอร์ใหม่ ๆ เพื่อสนับสนุนการขายของร้านค้า
ภาพรวมสำหรับผู้ขาย Shopee ปี 2568
ดังนั้ง สำหรับใครอยากเปิดร้านบน Shopee การตั้งราคาสินค้าควรเผื่อ 2 ส่วนหลัก คือ:
- ค่าธรรมเนียมการขาย (5.35% – 13.91%)
- ค่าธรรมเนียมโครงสร้างพื้นฐานแพลตฟอร์ม (1.07 บาทต่อออเดอร์)
วิธีสมัครขายของใน Shopee
วิธีสมัครเปิดร้านขายของใน shopee แบบง่ายๆ อ่านจบแล้วสามารถทำตามได้เลย
วิธีสมัครเปิดร้านผ่านคอมพิวเตอร์
- เข้าสู่เว็บไซต์ www.shopee.com แล้วสมัครสมาชิก shopee โดยกรอกเบอร์โทรศัพท์
- ระบบจะส่ง OTP เพื่อตรวจสอบและยืนยันตัวตน
- กำหนดรหัสผ่าน
- ทำตามขั้นตอนจนเสร็จ
- จากนั้นล็อกอินเข้าสู่หน้า Seller Centre
- เริ่มเปิดร้านลงสินค้าที่จะขายได้เลย
- สามารถล็อกอินเข้าสู่ระบบ เพื่อตรวจสอบและจัดการร้านค้าได้
วิธีสมัครเปิดร้านขายของผ่านแอปพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟน
- เปิดแอป shopee บนโทรศัพท์ แล้วเลือกที่ ฉัน
- กดปุ่ม ลงทะเบียน
- กรอกหมายเลขโทรศัพท์
- ใส่รหัสยืนยันตัวตน
- ทำตามขั้นตอนจนเสร็จ
- เลือกที่ ฉัน อีกครั้ง
- เลือก เริ่มการขาย
- เพิ่มสินค้าที่จะขาย
- สามารถเลือก ร้านของฉัน เพื่อตรวจสอบและจัดการร้านค้าได้ตามต้องการ
FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการขายของใน Shopee

Q: เริ่มต้นขายของ Shopee ต้องสมัครยังไง?
A: สมัครได้ทั้งผ่านแอปและเว็บไซต์ของ Shopee ใช้แค่เบอร์โทรศัพท์หรืออีเมลเพื่อยืนยันตัวตน จากนั้นก็สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อเปิดร้านได้ทันที
Q: Seller Centre คืออะไร และเข้าใช้งานยังไง?
A: Seller Centre คือระบบหลังบ้านสำหรับจัดการร้านค้า เข้าได้จากแอป Shopee ที่แท็บ “ฉัน” > “ร้านของฉัน” > “เริ่มการขาย” ใช้สำหรับลงสินค้า รับออเดอร์ และดูยอดขายทั้งหมด
Q: ต้องตั้งค่าอะไรบ้างก่อนเริ่มขาย?
A: สิ่งที่ต้องตั้งค่าหลัก ๆ ได้แก่ ชื่อร้าน ที่อยู่รับสินค้า เบอร์โทรศัพท์ อีเมล และข้อมูลร้านค้า เพื่อให้ระบบจัดการออเดอร์และขนส่งได้ถูกต้อง
Q: ลงขายสินค้าใน Shopee ต้องเตรียมอะไรบ้าง?
A: ต้องอัปโหลดรูปหรือวิดีโอสินค้า ใส่รายละเอียด เช่น ชื่อสินค้า หมวดหมู่ ราคา จำนวนสต็อก น้ำหนัก และเลือกช่องทางจัดส่งให้เรียบร้อยก่อนเปิดขาย
Q: ถ้าเป็นสินค้า Pre-order ต้องตั้งค่ายังไง?
A: สามารถเปิดตัวเลือก “เตรียมส่งนานกว่าปกติ” เพื่อแจ้งลูกค้าให้ทราบระยะเวลาจัดส่ง ช่วยลดปัญหาการยกเลิกออเดอร์และรีวิวเชิงลบ
Q: ขายของ Shopee เสียค่าธรรมเนียมอะไรบ้าง?
A: มีค่าธรรมเนียมการขายที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากราคาสินค้า รวมถึงค่าธรรมเนียมธุรกรรม (3-6%) หรือค่าชำระเงินบางกรณี ควรเผื่อต้นทุนส่วนนี้ไว้ก่อนตั้งราคาขาย
Q: จัดการร้านค้า Shopee ผ่านมือถือได้ไหม?
A: ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะรับออเดอร์ ตอบแชทลูกค้า อัปเดตสต็อก หรือเช็กยอดขาย สามารถทำได้ผ่านแอป Shopee แบบเรียลไทม์
Q: ขายของ Shopee ต้องเสียภาษีไหม?
A: หากมีรายได้จากการขาย ต้องนำรายได้ไปคำนวณและยื่นภาษีตามกฎหมาย ร้านค้าที่ขายจริงจังควรแยกบัญชีและจัดการรายรับให้ชัดเจน
Q: ขายของใน shopee ได้เงินยังไง
A: ระบบจะโอนเงินค่าสินค้าไปที่บัญชีของผู้ขาย Seller balance หลังจากที่ผู้ซื้อได้รับสินค้าและกดปุ่มตรวจสอบและยอมรับสินค้า หรือพ้นช่วงระยะเวลาการันตีจาก shopee หลังจากนั้นผู้ขายจึงถอนเงินออกจากบัญชีได้ โดยสามารถถอนเงินด้วยตัวเองที่ขั้นต่ำ 100 บาทโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม 1 ครั้งต่อสัปดาห์ หลังจากนั้นคิดค่าธรรมเนียมรายการละ 10 บาท หรือสามารถเปิดให้ระบบ ถอนเงินอัตโนมัติทุกวันอังคาร พุธ หรือพฤหัสบดี หากใช้การถอนเงินอัตโนมัติแล้วร้านค้าก็ยังสามารถถอนเงินด้วยตัวเองได้อีก 1 ครั้งต่อสัปดาห์โดยไม่เสียค่าธรรมเนียม
Q: การจัดส่งสินค้าต้องทำอย่างไร
A: ร้านค้าสามารถเลือกช่องทางการจัดส่งสินค้าได้จากเมนูตั้งค่า โดยสามารถเลือกแบบไปส่งเองที่บริษัทขนส่งที่เลือกหรือให้ shopee เข้ารับพัสดุเพื่อทำการจัดส่งให้ก็ได้เช่นกัน ผู้ขายเพียงแค่พิมพ์เอกสารใบปะหน้าจากในระบบ แล้วแปะบนกล่องจากนั้นนำไปส่งให้ผู้ให้บริการขนส่งหรือพนักงานขนส่งจาก shopee
Q: ขายของใน Shopee ไม่ต้องสต๊อกสินค้า
A: ถ้ายังไม่มีสินค้าที่จะมาลงขาย ก็สามารถขายของกับ shopee ผ่าน affiliate program หรือเป็นพาร์ทเนอร์ของ shopee ได้ โดยโปรโมทดีลสินค้า ร้านค้าหรือแคมเปญ ตามช่องทางต่างๆ เช่น โซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ เป็นต้น เมื่อมีการซื้อสินค้าผ่านทางการโปรโมท พาร์ทเนอร์ก็จะได้ค่าตอบแทนเป็นอัตราส่วนคอมมิชชั่นของสินค้าที่ขายได้
10 เทคนิคขายของบน Shopee ให้ได้ยอดปัง ๆ
การเปิดร้านใน Shopee ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การทำให้ขายดีต่างหากที่ท้าทาย เพราะมีคู่แข่งนับหมื่นร้านอยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน การจะยืนหนึ่งในตลาดออนไลน์ จึงต้องอาศัยทั้งกลยุทธ์ ความใส่ใจ และการทำงานที่มีระบบ ลองมาดูกันว่า 10 เทคนิคที่พ่อค้าแม่ค้า Shopee นิยมใช้เพื่อปั้นยอดขายให้ปัง มีอะไรบ้าง
1. ทำรูปภาพสินค้าให้น่าสนใจ
เพราะรูปภาพคือด่านแรกที่ลูกค้าเห็น ถ้าภาพไม่น่าสนใจ ต่อให้สินค้าดีแค่ไหนก็ยากจะดึงลูกค้าเข้ามาดู รายละเอียดของรูปภาพที่ผู้ขายควรควรใส่ใจคือ
- ใช้กล้องคุณภาพดีหรือมือถือที่ถ่ายชัด
- มีแสงสว่างเพียงพอ และควรถ่ายหลายมุม เช่น ด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง
- ถ้าสินค้าใช้งานได้จริง ลองทำภาพไลฟ์สไตล์ ให้ลูกค้าเห็นภาพการใช้งาน เช่น ถ่ายตอนใส่เสื้อผ้า หรือโชว์วิธีใช้สินค้า
- เคล็ดลับ: ใส่กราฟิกเล็ก ๆ บนภาพ เช่น “ของแท้ 100%” หรือ “รับประกัน 1 ปี” จะช่วยให้สินค้าน่าสนใจขึ้นโดยไม่รกสายตา
อ่านต่อ: ขายของออนไลน์ต้องดู! แชร์เทคนิค วิธีถ่ายรูปสินค้าให้สวย
2. เขียนชื่อสินค้า/รายละเอียดสินค้าให้ครบถ้วน
เพราะลูกค้าที่ซื้อของออนไลน์ไม่มีโอกาสจับต้องจริง ๆ รายละเอียดสินค้าจึงต้องครบชัดเจน เช่น ขนาด น้ำหนัก สี วัสดุ วิธีใช้ และการรับประกัน
นอกจากนี้ เรื่องการตั้งชื่อสินค้าเองก็สำคัญ การเขียนควรใช้ Keyword ที่ลูกค้าค้นหาบ่อย เช่น แทนที่จะเขียนว่า “เสื้อยืด” ควรใส่ว่า “เสื้อยืด Oversize ผู้ชาย คอตตอนแท้” เพื่อให้ Shopee ดันสินค้าของคุณไปเจอกับกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น

3. ตั้งราคาสมเหตุสมผล พร้อมเล่นโปรโมชั่น
Shopee เป็นตลาดที่ลูกค้าเปรียบเทียบราคาได้ง่ายมาก ดังนั้นการตั้งราคาจึงต้องพอดี ไม่ถูกจนขาดทุน และไม่แพงเกินกว่าคู่แข่ง
- ศึกษาราคาตลาดก่อนตั้งราคา เพื่อดูว่าคู่แข่งขายอยู่ที่เท่าไหร่
- เผื่อค่าธรรมเนียม Shopee (ประมาณ 9–13%) เข้าไปในต้นทุน เพื่อไม่ให้กระทบกำไร
- ใช้โปรโมชันเสริม เช่น ส่วนลดเมื่อซื้อครบตามยอดเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อ
อ่านต่อ:
- 5 กลยุทธ์การตั้งราคาพิชิตใจลูกค้า! พร้อมตัวอย่างการปรับใช้
- แชร์ไอเดีย จัดโปรโมชั่นร้านค้าออนไลน์ กลยุทธ์กระตุ้นยอดขายให้ปัง!
4. ใช้ Shopee Ads
การลงโฆษณา (Shopee Ads) ช่วยเพิ่มการมองเห็นให้ร้านค้าได้ดีมากๆ โดยเฉพาะสินค้าที่มาใหม่
- เลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกลุ่ม เช่น “รองเท้าผ้าใบแฟชั่นผู้หญิง” แทนที่จะเลือกแค่ “รองเท้า”
- เริ่มจากงบเล็ก ๆ เช่น วันละ 100–200 บาท แล้วดูผลลัพธ์
- วิเคราะห์ว่าคีย์เวิร์ดไหนทำยอดได้จริง แล้วเพิ่มงบในส่วนนั้น
- อย่าลงโฆษณาแบบหว่านไปเรื่อย เพราะจะเปลืองงบโดยไม่คุ้มค่า
5. ตอบแชทลูกค้าให้ไว
ลูกค้าหลายคนมักทักแชทเพื่อสอบถามรายละเอียดก่อนตัดสินใจ ถ้าเจ้าของร้านตอบช้า โอกาสขายก็หายไป นอกจากนี้ Shopee เองยังมีระบบ คะแนนการตอบแชท (Chat Response Rate) ถ้าเราตอบไว ร้านจะได้คะแนนสูง ซึ่งนั่นก็เป็นผลดีต่อการเพิ่มการมองเห็นที่ดีขึ้นในหน้าฟีดอีกด้วย
เคล็ดลับ: ลองตั้งข้อความตอบกลับอัตโนมัติ เช่น “ขอบคุณที่สนใจค่ะ เดี๋ยวแม่ค้าตอบกลับเร็ว ๆ นี้นะคะ” เพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกถูกเมิน
อ่านต่อ: 11 เทคนิค ตอบแชทลูกค้าอย่างไร ให้ปิดการขายได้ทุกเคส!
6. เก็บรีวิวเชิงบวกให้ได้
รีวิวดี ๆ คือพลังการตลาดฟรีที่ช่วยดึงดูดลูกค้าใหม่ได้เสมอ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่มักตัดสินใจจากรีวิวก่อนซื้อ วิธีเพิ่มโอกาสได้รีวิวคือ:
- แถมของเล็ก ๆ เช่น สติ๊กเกอร์ การ์ดขอบคุณ หรือข้อความน่ารัก ๆ ให้ลูกค้าประทับใจ
- ขอรีวิวอย่างสุภาพ เช่น แนบโน้ตว่า “ถ้าชอบสินค้าฝากรีวิวรูปสวย ๆ ให้ด้วยนะคะ”
ร้านที่มีรีวิวเยอะ โดยเฉพาะรีวิวพร้อมรูปภาพ มักจะปิดการขายได้เร็วกว่าร้านที่ไม่มีรีวิวหลายเท่า

7. เข้าร่วมแคมเปญของ Shopee
Shopee มีแคมเปญตลอดทั้งปี เช่น 9.9, 11.11, 12.12 รวมถึง Flash Sale รายวัน ถ้าร้านเข้าร่วมแคมเปญเหล่านี้ โอกาสที่สินค้าจะไปโผล่หน้าแรกก็มีมากขึ้น ลูกค้าจะเห็นร้านเยอะขึ้น และยังช่วยเพิ่มผู้ติดตาม (Followers) ได้แบบอัตโนมัติอีกด้วย
อ่านต่อ: ทำความรู้จัก Flash Sale กลยุทธ์เร่งยอดขาย สร้างกำไรแบบก้าวกระโดด
8. ใช้คูปองและโปรโมชันร้านค้า
นอกจากแคมเปญใหญ่ที่ Shopee จัดแล้ว ร้านเองก็สามารถออกคูปองหรือโปรโมชันเฉพาะร้านได้ เช่น คูปองส่วนลด 10 บาทเมื่อซื้อครบ 200 บาท หรือโปร “ซื้อครบ 3 ชิ้นส่งฟรี” วิธีนี้ช่วยกระตุ้นให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อเร็วขึ้น และยังสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำได้ดีอีกด้วย
เคล็ดลับ: ตั้งคูปองให้มีจำนวนจำกัด เช่น 50 สิทธิ์ต่อเดือน จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า “ต้องรีบซื้อก่อนหมดสิทธิ์”
9. ทำ Content โปรโมทนอกแพลตฟอร์ม
อย่าพึ่งพาแค่ Shopee อย่างเดียว ลองดึงลูกค้าจากช่องทางอื่นเข้ามาเสริม เช่น
- ทำคลิปรีวิวสั้น ๆ ลงใน TikTok
- โพสต์รูปหรือวิดีโอสินค้าบน Facebook หรือ Instagram
- ร่วมงานกับ Influencer ให้รีวิวสินค้า พร้อมใส่ลิงก์ช้อปไปที่ Shopee
การทำการตลาดนอกแพลตฟอร์มจะช่วยขยายฐานลูกค้า และทำให้ร้านไม่ต้องรอพึ่งการมองเห็นจาก Shopee เพียงอย่างเดียว
10. ใช้ Fulfillment Service ช่วยจัดการหลังบ้าน
เมื่อร้านเริ่มมียอดสั่งซื้อมากขึ้น สิ่งที่ท้าทายไม่ใช่การหาลูกค้าใหม่ แต่คือการจัดการหลังบ้าน ทั้งเรื่องสต็อก แพ็กสินค้า และการส่งของ ซึ่งถ้าทำเองทุกขั้นตอนอาจเหนื่อยและเสียเวลา
การใช้บริการ Fulfillment Service อย่าง Carry Fulfillment จะช่วยให้พ่อค้าแม่ค้าหมดกังวลกับงานเหล่านี้ เพราะมีบริการครบตั้งแต่
- จัดเก็บสินค้าในคลังที่ปลอดภัย
- ทีมงานแพ็กสินค้าอย่างมืออาชีพ
- เชื่อมต่อกับขนส่งหลายเจ้าเพื่อส่งของได้รวดเร็ว
- ลดต้นทุนการเช่าโกดังและค่าแรงงาน
ผลลัพธ์คือคุณจะมีเวลาเหลือมากขึ้น ไปโฟกัสกับการทำการตลาด หาสินค้าใหม่ ๆ และสร้างกลยุทธ์เพิ่มยอดขายใน Shopee ได้อย่างยั่งยืน
อ่านต่อ:
- รู้จักกับ Fulfillment หรือบริการคลังสินค้า ตัวช่วยสำคัญของร้านค้าออนไลน์
- 12 สัญญาณที่ร้านค้าออนไลน์ควรใช้ Fulfillment Service เพื่อเพิ่มยอดขาย

เพียงไม่กี่ขั้นตอน คุณก็สามารถเปิดร้านขายของบน Shopee ได้แล้ว ที่สำคัญ Shopee เองก็มีแหล่งความรู้มากมาย ทั้งบทความ คลิปวิดีโอ และคอร์สออนไลน์ ที่ช่วยสอนเทคนิคการเพิ่มยอดขาย การโปรโมทร้าน ไปจนถึงการเข้าร่วมแคมเปญต่าง ๆ ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์กับพ่อค้าแม่ค้าทุกคน
แต่เมื่อร้านเริ่มเติบโต สิ่งที่ตามมาคือยอดออเดอร์จำนวนมาก และงานหลังบ้านที่อาจกินเวลาเกินกว่าที่คุณจะรับมือไหว นี่จึงเป็นจังหวะที่ Carry Fulfillment พร้อมเข้ามาช่วยจัดการให้ครบ ตั้งแต่เก็บสินค้า แพ็กของ ไปจนถึงการส่งออกอย่างมืออาชีพ ให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับสิ่งสำคัญที่สุด นั่นคือการขายและการขยายธุรกิจดังนั้น ถ้าคุณอยากเริ่มต้นขายของออนไลน์อย่างจริงจัง และทำให้ร้านเติบโตอย่างยั่งยืน ลองใช้ Shopee เป็นจุดเริ่มต้น แล้วให้ Carry Fulfillment ดูแลเรื่องหลังบ้าน รับรองว่าเส้นทางการขายออนไลน์จะง่ายขึ้นกว่าที่เคยแน่นอนครับ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย
