ปกบทความชั้นวางสินค้าในคลังสินค้า

ชั้นวางสินค้า (Rack) คือระบบจัดเก็บสินค้าที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยภายในคลังสินค้า ทำให้การจัดเก็บ หยิบสินค้า และบริหารสต๊อกเป็นระเบียบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยชั้นวางสินค้านั้นมีหลายประเภท ซึ่งแต่ละแบบเหมาะกับลักษณะสินค้า พื้นที่คลัง และรูปแบบการใช้งานที่แตกต่างกัน

สำหรับธุรกิจ e-commerce การเลือกชั้นวางสินค้า ที่เหมาะสมไม่เพียงช่วยใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า แต่ยังช่วยลดเวลาในการหยิบสินค้า เพิ่มความแม่นยำในการจัดส่ง และรองรับการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว บทความนี้ Carry Fulfillment จะพาไปรู้จักประเภทของชั้นวางสินค้า พร้อมวิธีเลือกใช้งานให้เหมาะกับคลังสินค้าของคุณกันครับ


ความสำคัญของระบบชั้นวางสินค้าในคลังสินค้า

ปัจจุบันธุรกิจ e-commerce และโลจิสติกส์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การบริหารพื้นที่คลังสินค้ากลายเป็นเรื่องสำคัญมากกว่าที่เคย

ข้อมูลจากหลายสำนักวิจัยพบว่า

  • ตลาด Warehouse Automation ทั่วโลกมีมูลค่ามากกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังเติบโตต่อเนื่องจากความต้องการด้าน e-commerce
  • ต้นทุนด้านคลังสินค้าและการจัดเก็บ คิดเป็นประมาณ 20-30% ของต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมด ของหลายธุรกิจ
  • การออกแบบระบบจัดเก็บสินค้าและเลือก Warehouse Rack ที่เหมาะสม สามารถเพิ่มพื้นที่ใช้งานในคลังได้ 30-60% เมื่อเทียบกับการวางสินค้าบนพื้น
  • การจัดเก็บสินค้าอย่างเป็นระบบช่วยลดเวลาการหยิบสินค้า (Order Picking) ได้มากกว่า 20-40% ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลามากที่สุดในคลังสินค้า

จึงไม่น่าแปลกใจที่การลงทุนในระบบชั้นวางสินค้า (Rack System) ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพคลังสินค้าในปัจจุบัน

ชั้นวางสินค้า (Rack) มีกี่ประเภท?

การเลือกชั้นวางสินค้า (Rack) ไม่มีคำตอบตายตัวว่าแบบไหนดีที่สุด เพราะแต่ละระบบถูกออกแบบมาให้เหมาะกับลักษณะสินค้า พื้นที่คลัง และรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน หากเลือกได้เหมาะสมก็จะช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ ลดเวลาการหยิบสินค้า และทำให้การบริหารคลังสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ชั้นวางสินค้าในคลังสินค้า

มาดูกันว่าระบบชั้นวางสินค้าในคลังสินค้า ที่นิยมใช้งานมีอะไรบ้าง

1. Selective Rack (ชั้นวางพาเลทแบบเลือกหยิบ)

Selective Rack เป็นระบบชั้นวางสินค้า ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในคลังสินค้า เพราะสามารถเข้าถึงสินค้าทุกพาเลทได้โดยตรง ไม่ต้องย้ายสินค้าชิ้นอื่นออกก่อน จึงเหมาะกับธุรกิจที่มีสินค้าหลากหลายประเภท (SKU) และมีการหยิบสินค้าอยู่ตลอดเวลา

ด้วยความยืดหยุ่นในการใช้งาน ทำให้ระบบนี้พบได้บ่อยในศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) และธุรกิจ e-commerce ที่ต้องเตรียมออเดอร์จำนวนมากในแต่ละวัน

จุดเด่น

  • เข้าถึงสินค้าทุกพาเลทได้ทันที
  • เหมาะกับสินค้าหลากหลาย SKU
  • ปรับเปลี่ยนตำแหน่งจัดเก็บได้ง่าย
  • รองรับระบบ FIFO (First In First Out) ได้ดี

เหมาะสำหรับ

  • ร้านค้าออนไลน์
  • Fulfillment Center
  • คลังสินค้าที่มีการหมุนเวียนสินค้าสูง

2. Drive-in Rack (ชั้นวางแบบขับเข้า)

Drive-in Rack เป็นระบบที่ออกแบบให้รถโฟล์กลิฟต์สามารถขับเข้าไปวางหรือหยิบสินค้าในตัว Rack ได้โดยตรง ทำให้ลดพื้นที่ทางเดินระหว่างชั้นวาง และเพิ่มความหนาแน่นของการจัดเก็บได้มากกว่าระบบทั่วไป

ระบบนี้เหมาะกับสินค้าชนิดเดียวกันจำนวนมาก เช่น เครื่องดื่ม อาหารแห้ง หรือสินค้าที่ผลิตเป็นล็อตใหญ่อย่างไรก็ตาม การจัดเก็บลักษณะนี้มักเป็นแบบ LIFO (Last In First Out) คือสินค้าที่นำเข้าไปล่าสุดจะถูกหยิบออกก่อน

จุดเด่น

  • ใช้พื้นที่คลังได้คุ้มค่าสูงสุด
  • เพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บพาเลท
  • ลดจำนวนช่องทางเดินของรถโฟล์กลิฟต์ 

เหมาะสำหรับ

  • โรงงานผลิต
  • คลังสินค้าแช่เย็น/แช่แข็ง
  • ธุรกิจที่มีสินค้าจำนวน SKU น้อย แต่มีปริมาณต่อ SKU สูง 

3. Double Deep Rack (ชั้นวางแบบสองชั้นลึก)

Double Deep Rack เป็นการพัฒนาต่อยอดจาก Selective Rack โดยวางพาเลทซ้อนลึกเข้าไป 2 ชั้น ทำให้ใช้พื้นที่ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดจำนวนทางเดินภายในคลังลงได้ถึง 50%

ข้อควรพิจารณาคือ ต้องใช้รถโฟล์กลิฟต์รุ่นพิเศษ (Double Deep Forklift) ที่สามารถยืดงาเข้าไปหยิบพาเลทด้านในได้ และการเข้าถึงสินค้าชิ้นในสุดอาจต้องรอให้ย้ายชิ้นหน้าออกก่อน 

จุดเด่น

  • เพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้มากขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม
  • ลดพื้นที่ทางเดินรถ
  • คุ้มค่าสำหรับคลังที่มีพื้นที่จำกัด 

เหมาะสำหรับ

  • ธุรกิจที่มีสินค้าแต่ละ SKU จำนวนปานกลางถึงมาก
  • คลังสินค้าขนาดกลางถึงใหญ่ 

4. Push Back Rack (ชั้นวางแบบเลื่อนถอยหลัง)

Push Back Rack ใช้ระบบรางลาดเอียงและรถเข็น (Cart) ภายในชั้นวาง เมื่อมีการวางพาเลทใหม่ พาเลทเดิมจะถูกดันเลื่อนไปด้านหลัง และเมื่อหยิบสินค้าด้านหน้าออก พาเลทถัดไปจะเลื่อนสไลด์มาด้านหน้าแทนที่ตามแรงโน้มถ่วง โดยระบบการจัดเก็บจะเป็นแบบ LIFO (Last In First Out)

ระบบนี้ช่วยลดพื้นที่ทางเดินและเพิ่มความเร็วในการจัดเก็บสินค้า เหมาะกับสินค้าที่มีการหมุนเวียนในระดับปานกลาง 

จุดเด่น

  • จัดเก็บสินค้าได้หนาแน่น
  • หยิบสินค้าได้รวดเร็ว
  • ใช้รถโฟล์กลิฟต์เพียงด้านเดียว

เหมาะสำหรับ

  • ธุรกิจ FMCG (สินค้าอุปโภคบริโภค)
  • สินค้าที่จัดเก็บและจ่ายออกเป็นล็อต 

5. Pallet Flow Rack (ชั้นวางระบบลูกกลิ้ง)

Pallet Flow Rack ใช้ลูกกลิ้งและแรงโน้มถ่วงในการเคลื่อนพาเลท โดยนำสินค้าเข้าจากด้านหนึ่ง และหยิบออกอีกด้านหนึ่ง ทำให้สินค้าที่เข้าก่อนถูกนำออกก่อนโดยอัตโนมัติ

จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องใช้ระบบ FIFO (First In First Out) เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ยา หรือสินค้าที่มีวันหมดอายุ

จุดเด่น

  • รองรับระบบ FIFO 100%
  • ลดเวลาและระยะทางการขับรถหยิบสินค้า
  • เพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนสต๊อก 

เหมาะสำหรับ

  • ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม
  • คลังเวชภัณฑ์และยา
  • สินค้าที่มีอายุการจัดเก็บจำกัด (Expiry Date) 

6. Cantilever Rack (ชั้นวางแขนยื่น)

Cantilever Rack มีลักษณะเด่นคือไม่มีเสาด้านหน้ามาคอยขวาง ทำให้สามารถจัดเก็บสินค้าที่มีความยาวเป็นพิเศษหรือรูปทรงแปลกๆ ได้สะดวก เช่น ท่อเหล็ก เหล็กเส้น ไม้แผ่น หรือแผ่นวัสดุก่อสร้าง

ระบบนี้ช่วยให้การยกสินค้าเข้า-ออกด้วยรถโฟล์กลิฟต์ทำได้ง่าย และลดความเสี่ยงที่สินค้าจะชนกระแทกเสาจนเสียหาย 

จุดเด่น

  • ไม่มีเสาหน้าคอยจำกัดความยาวสินค้า 
  • โหลดสินค้าที่มีขนาดกว้างยาวพิเศษได้สะดวก
  • ปรับระดับชั้นแขนยื่นได้ตามต้องการ 

เหมาะสำหรับ

  • โรงงานอุตสาหกรรมหนัก
  • ร้านค้าปลีก-ส่งวัสดุก่อสร้าง
  • ผู้ผลิตและจัดเก็บเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ 

7. Mezzanine Rack (ชั้นลอยในคลังสินค้า)

Mezzanine Rack คือการสร้างโครงสร้างชั้นลอยเพิ่มเติมภายในคลังสินค้า โดยอาศัยความสูงของอาคารให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นอกจากใช้จัดเก็บสินค้าในแนวตั้งแล้ว ยังสามารถดีไซน์เป็นพื้นที่แพ็กสินค้า จุดเตรียมออเดอร์ หรือพื้นที่สำนักงานชั่วคราวภายในคลังได้อีกด้วย จึงเหมาะกับธุรกิจที่ต้องการขยายพื้นที่ใช้สอยโดยไม่ต้องลงทุนสร้างหรือเช่าคลังใหม่

จุดเด่น

  • เพิ่มพื้นที่ใช้สอยได้ 1-3 เท่าโดยไม่ต้องขยายตัวอาคาร 
  • สามารถรื้อถอนหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างได้ 
  • แบ่งโซนการทำงานได้
  • รองรับการเติบโตของธุรกิจ

เหมาะสำหรับ

  • คลังสินค้าที่มีเพดานสูง
  • Fulfillment Center
  • ธุรกิจ e-commerce ที่มีออเดอร์เพิ่มขึ้น

ตารางเปรียบเทียบชั้นวางสินค้าแต่ละประเภท

ประเภทชั้นวางสินค้าจุดเด่นระบบการหมุนเวียนสินค้าเหมาะกับ
Selective Rackเข้าถึงสินค้าทุกพาเลทได้ง่าย ยืดหยุ่นสูงFIFOร้านค้าออนไลน์ คลังสินค้าทั่วไป Fulfillment
Drive-in Rackจัดเก็บได้หนาแน่น ใช้พื้นที่คุ้มค่าLIFOสินค้าชนิดเดียวจำนวนมาก
Double Deep Rackเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ ลดทางเดินFIFO/LIFO (ขึ้นอยู่กับการจัดการ)คลังสินค้าขนาดกลาง-ใหญ่
Push Back Rackหยิบสินค้าเร็ว ใช้พื้นที่คุ้มค่าLIFOสินค้าจัดเก็บเป็นล็อต
Pallet Flow Rackหมุนเวียนสินค้าอัตโนมัติFIFOอาหาร เครื่องดื่ม ยา และสินค้ามีวันหมดอายุ
Cantilever Rackรองรับสินค้าที่ยาวเป็นพิเศษขึ้นอยู่กับการจัดการท่อ เหล็ก ไม้ แผ่นวัสดุ
Mezzanine Rackเพิ่มพื้นที่แนวตั้งโดยไม่ต้องขยายคลังขึ้นอยู่กับรูปแบบการใช้งานธุรกิจที่ต้องการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บ

วิธีเลือกชั้นวางสินค้าให้เหมาะกับคลังสินค้า

การเลือกชั้นวางสินค้า ไม่ใช่แค่เลือกแบบที่รับน้ำหนักได้มากที่สุดหรือมีราคาถูกที่สุด แต่ควรเลือกให้สอดคล้องกับลักษณะสินค้า พื้นที่คลัง และรูปแบบการดำเนินงานของธุรกิจ เพราะหากเลือกได้เหมาะสม จะช่วยให้การจัดเก็บและหยิบสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคตได้อีกด้วย

พนักงานกำลังหยิบของในคลังสินค้า

1. เลือกให้เหมาะกับประเภทของสินค้า

สิ่งแรกที่ควรพิจารณาคือ “สินค้าที่จัดเก็บเป็นแบบไหน” เพราะสินค้าแต่ละประเภทมีขนาด รูปทรง และวิธีจัดเก็บที่แตกต่างกัน

  • สินค้าที่จัดเก็บบนพาเลท เหมาะกับ Selective Rack หรือ Drive-in Rack
  • สินค้าชิ้นเล็กที่หยิบด้วยมือ อาจเลือกใช้ Shelf หรือชั้นวางของทั่วไป
  • สินค้าที่ยาวเป็นพิเศษ เช่น ท่อ เหล็ก หรือไม้ ควรใช้ Cantilever Rack

การเลือก Rack ให้เหมาะกับประเภทของสินค้า จะช่วยให้จัดเก็บได้เป็นระเบียบ ลดความเสียหาย และหยิบใช้งานได้สะดวกมากขึ้น

2. พิจารณาน้ำหนักและขนาดของสินค้า

ชั้นวางสินค้าแต่ละรุ่นมีความสามารถในการรองรับน้ำหนัก (Load Capacity) แตกต่างกัน หากเลือกไม่เหมาะสม อาจทำให้ชั้นวางเสียหายหรือเกิดอุบัติเหตุได้

ก่อนติดตั้ง ควรตรวจสอบทั้งน้ำหนักของสินค้า ขนาดพาเลท และน้ำหนักรวมต่อชั้น เพื่อเลือกโครงสร้างที่แข็งแรงและปลอดภัยต่อการใช้งานในระยะยาว

3. ดูจำนวน SKU และความถี่ในการหยิบสินค้า

หากธุรกิจมีสินค้าหลายร้อยหรือหลายพัน SKU และต้องหยิบสินค้าตลอดทั้งวัน ควรเลือก Selective Rack เพราะสามารถเข้าถึงสินค้าทุกพาเลทได้โดยตรง ช่วยลดเวลาการค้นหาและหยิบสินค้า

แต่หากเป็นสินค้าชนิดเดียวกันจำนวนมาก เช่น สินค้าที่ผลิตเป็นล็อตหรือเก็บสต๊อกไว้จำนวนมาก ระบบอย่าง Drive-in Rack หรือ Push Back Rack อาจใช้พื้นที่ได้คุ้มค่ากว่า

4. เลือกระบบให้สอดคล้องกับการหมุนเวียนสินค้า (FIFO หรือ LIFO)

รูปแบบการนำสินค้าเข้าและออกจากคลัง เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการเลือกชั้นวางสินค้า

  • FIFO (First In First Out) คือ สินค้าที่เข้าก่อนต้องออกก่อน เหมาะกับสินค้าอาหาร เครื่องดื่ม เวชภัณฑ์ หรือสินค้าที่มีวันหมดอายุ โดยนิยมใช้ Selective Rack หรือ Pallet Flow Rack
  • LIFO (Last In First Out) คือ สินค้าที่เข้าล่าสุดถูกหยิบออกก่อน เหมาะกับสินค้าที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุการใช้งาน เช่น วัสดุก่อสร้างหรือสินค้าบางประเภท ซึ่งนิยมใช้ Drive-in Rack หรือ Push Back Rack

การเลือกระบบให้เหมาะกับการหมุนเวียนสินค้า จะช่วยลดปัญหาสต๊อกค้างและบริหารสินค้าคงคลังได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พนักงานกำลังทำงานในคลังสินค้า

5. คำนึงถึงพื้นที่และความสูงของคลังสินค้า

ไม่ใช่ทุกคลังสินค้าจะมีพื้นที่เท่ากัน หากคลังมีพื้นที่จำกัด การใช้พื้นที่ในแนวตั้งถือเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มความจุได้อย่างคุ้มค่า

ตัวอย่างเช่น

  • คลังที่มีเพดานสูง อาจเลือกใช้ Mezzanine Rack เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้งาน
  • คลังที่มีพื้นที่ทางเดินจำกัด อาจเลือกใช้ Drive-in Rack หรือ Double Deep Rack เพื่อเพิ่มความหนาแน่นในการจัดเก็บ

การวางแผนพื้นที่ตั้งแต่ต้น จะช่วยลดต้นทุนการขยายคลังในอนาคตได้

6. เลือกให้เหมาะกับอุปกรณ์ภายในคลัง

ก่อนติดตั้งระบบ Rack ควรตรวจสอบว่าอุปกรณ์ที่ใช้ภายในคลังสามารถทำงานร่วมกันได้หรือไม่ เช่น

  • ประเภทรถโฟล์กลิฟต์
  • ความสูงในการยกสินค้า
  • ความกว้างของทางเดิน
  • ขนาดพาเลทมาตรฐาน

หากเลือกชั้นวางสินค้า ที่ไม่สอดคล้องกับอุปกรณ์ที่มีอยู่ อาจทำให้การหยิบสินค้าไม่สะดวก ส่งผลให้การทำงานช้าลง และอาจต้องลงทุนซื้ออุปกรณ์เพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น

7. วางแผนเผื่อการเติบโตของธุรกิจ

หลายธุรกิจมักเลือกชั้นวางสินค้าให้พอดีกับปริมาณสต๊อกในปัจจุบัน แต่เมื่อยอดขายเพิ่มขึ้น ก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับผังหรือเปลี่ยนระบบจัดเก็บใหม่

หากมีแผนขยายธุรกิจในอนาคต ควรเลือกระบบชั้นวางสินค้า ที่สามารถเพิ่มจำนวนชั้น ปรับขยายพื้นที่ หรือรองรับจำนวน SKU ที่มากขึ้นได้ เพื่อให้คลังสินค้าพร้อมเติบโตไปกับธุรกิจ และช่วยลดต้นทุนในการปรับปรุงระบบในระยะยาว

FAQ: คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับชั้นวางสินค้าในคลังสินค้า

Q: ชั้นวางสินค้าแบบไหนช่วยประหยัดพื้นที่คลังได้มากที่สุด?

A: Drive-in Rack, Double Deep Rack และ Mezzanine Rack เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มพื้นที่จัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะลดพื้นที่ทางเดินหรือใช้พื้นที่แนวตั้งให้คุ้มค่ามากขึ้น ทั้งนี้ควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะสินค้าและการใช้งานของคลังสินค้า

Q: ถ้าโกดังมีสินค้าหลากหลายประเภท ควรใช้ชั้นวางแบบไหนดี?

A: หากคลังสินค้ามีสินค้าหลากหลาย SKU แนะนำให้ใช้ Selective Rack เพราะสามารถเข้าถึงสินค้าทุกพาเลทได้โดยตรง ช่วยให้หยิบสินค้าได้รวดเร็วและบริหารสต๊อกได้ง่าย

Q: ควรเลือกใช้ระบบ FIFO หรือ LIFO?

A: หากเป็นสินค้าอาหาร ยา หรือสินค้าที่มีวันหมดอายุ ควรใช้ FIFO (First In First Out) เพื่อให้สินค้าที่เข้าก่อนถูกนำออกก่อน ส่วน LIFO (Last In First Out) เหมาะกับสินค้าที่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องอายุการใช้งานและจัดเก็บเป็นล็อต

Q: ธุรกิจ e-commerce ควรเลือกชั้นวางสินค้าแบบไหนดี?

A: ธุรกิจ e-commerce ส่วนใหญ่นิยมใช้ Selective Rack เพราะรองรับสินค้าหลากหลาย SKU เข้าถึงสินค้าได้ง่าย และช่วยให้การหยิบสินค้าเพื่อจัดส่งทำได้รวดเร็วและแม่นยำ

Q: นอกจากเลือกชั้นวางสินค้าแล้ว มีอะไรที่ช่วยให้การบริหารคลังสินค้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น?

A: ควรใช้ระบบบริหารคลังสินค้า (WMS) วางผังคลังสินค้าให้เหมาะสม และกำหนดตำแหน่งจัดเก็บสินค้าอย่างเป็นระบบ หากออเดอร์มีจำนวนมาก การใช้บริการ Fulfillment ก็ช่วยลดภาระการจัดเก็บ แพ็ก และจัดส่งสินค้าได้เช่นกัน

บริหารคลังสินค้าให้เป็นเรื่องง่าย ด้วย Carry Fulfillment

บริการ fulfillment จาก Carry Fulfillment

การเลือกชั้นวางสินค้า ที่เหมาะสม เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดการคลังสินค้าที่มีประสิทธิภาพ เพราะช่วยให้จัดเก็บสินค้าได้เป็นระเบียบ ใช้พื้นที่ได้คุ้มค่า และหยิบสินค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น แต่เมื่อธุรกิจเติบโตและออเดอร์เพิ่มขึ้น การดูแลคลังสินค้าเองอาจกลายเป็นเรื่องที่ใช้ทั้งเวลาและต้นทุนมากกว่าที่คิด

หากคุณอยากโฟกัสกับการขาย การทำการตลาด และการขยายธุรกิจ โดยไม่ต้องปวดหัวกับการจัดเก็บสินค้า แพ็กออเดอร์ หรือการจัดส่ง Carry Fulfillment พร้อมดูแลหลังบ้านแบบครบวงจร ตั้งแต่รับสินค้า จัดเก็บในคลัง แพ็กสินค้า ไปจนถึงจัดส่งถึงมือลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตได้อย่างราบรื่น และบริหารออเดอร์ได้ง่ายขึ้น สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริการของเราได้ที่นี่เลย

อ่านต่อบทความที่เกี่ยวข้อง: